ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

มีโอกาสไปร่วมงานสังสันทน์ของชาว “ดุซงญอ” ซึ่งจัดกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวนนทบุรี ทำให้ได้พบปะชาวดุซงญอร่วมร้อยชีวิตซึ่งเดินทางมาจากหลายพื้นที่เพื่อร่วมกิจกรรม ชาวดุซงญอเหล่านี้ล้วนมีรากความรัก ความหลัง ความผูกพัน กับถิ่นเกิด แม้ด้วยกาลเวลาและเหตุผลหลายอย่าง ทำให้ส่วนใหญ่จำต้องอพยพโยกย้ายออกจาก “ชุมชนดุซงญอ” ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ก็ยังคงได้พบปะติดต่อกันในวาระต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คืองาน “ดุซงญอรำลึก” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น การพูดคุยรำลึกความหลังและไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบระหว่างกัน

หลังเสร็จงาน ผู้เขียนรีบเดินทางกลับมาทำภารกิจที่นราธิวาส ต่อ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงงานเขียนที่เคยบอกเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับดุซงญอ ซึ่งระหว่างการเดินทางจากตัวเมืองนราธิวาส บนเส้นทางสายนราธิวาส-ระแงะ ระยะทาง 23 กิโลเมตร ผ่านเขตตำบลลำภูห่างจากตัวเมืองนราธิวาสประมาณ 9 กิโลเมตร จะเห็นองค์พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล พระพุทธรูปปางประทานพรประทับนั่งกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ประดิษฐาน ณ พุทธยานเขากงหรือวัดเขากง มีชื่อเต็มๆ ว่า วัดเขากงมงคลมิ่งมิตรประดิษฐาราม เมื่อเดินทางไปถึงอำเภอระแงะเข้าสู่ตำบลตันหยงมัสต้องใช้เส้นทางตันหยงมัส-ดุซงญอ ระยะทาง 15 กิโลเมตร เส้นทางคุ้นเคยที่ใช้สัญจรตั้งแต่เด็ก บรรยากาศรอบข้างร่มครึ้มด้วยแมกไม้รายทาง มีรถรับส่งนักเรียนที่สวมฮิญาบขาวเด่นเห็นแต่ไกลวิ่งสวนทางมาเป็นระยะๆ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ก็จะถึงดุซงญอ

“ร้านตอปา” เป็นหนึ่งในร้านขายข้าวที่ผู้เขียนมักแวะเวียนไปทานอาหารเช้าเสมอๆ ถ้าได้แวะมาเยี่ยมเยือนบ้านเกิด อีกร้านหนึ่งคือ “ร้านอาลี” ทั้ง 2 ร้านเป็นร้านขายอาหารพื้นบ้านประเภทข้าวยำ ข้าวแกง นาซิดาแฆ ฯลฯ โดยชื่อร้านทั้งสองแห่งคือชื่อเจ้าของร้านนั่นเอง นอกจากนี้ในชุมชนยังมีร้านขายอาหารเช้าอีกหลายแห่ง เช่น บริเวณคิวรถแท็กซี่ดุซงญอ-ตันหยงมัส บริเวณสี่แยกก่อนเข้าสู่กลางชุมชนดุซงญอ ฯลฯ แต่ 2 ร้านที่กล่าวถึงเป็นร้านซึ่งเป็นที่ฝากท้องของครอบครัวผู้เขียนตั้งแต่จำความได้ ยามที่พี่สาวหรือแม่ไม่ได้ประกอบอาหารภายในบ้านเป็นบางวัน นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนรสชาติของอาหารได้บ้าง เพราะอาหารที่บ้านมักเป็นเมนูอาหารจีนแคะเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายๆ ครั้งเมนูอาหารจีนแคะบนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้ยัดไส้หรือ “ย้องแท้วฟู้” ลูกชิ้นหมู ผัดเปรี้ยวหวาน นึ่งผักเค็มแห้งที่เรียกว่า “ห่ามช้อยกอน” กับหมูสับ ฯลฯ มักถูกแซมด้วยน้ำบูดูกับสะตอ ลูกเนียง ปลาทูย่าง หรือตูมิ ซอดอ ฯลฯ

เสร็จจากทานอาหารเช้าแล้ว เราเดินทางไปถ่ายทหารคุ้มกันครูที่หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของทหาร ที่ต้องป้องกันครูในพื้นที่ระหว่างเดินทางไปและกลับจากโรงเรียนและบ้านพัก จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนเก่าสมัยประถม “โรงเรียนบ้านดุซงญอ” และ สำนักสงฆ์ดุซงญอ พุทธสถานที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแห่งเดียวในเขตอำเภอจะแนะก็ว่าได้ หลังจากนั้นแวะไปถ่ายรูปสุสานจีน โรงเรียนสวนพระยาวิทยา ฯลฯ จุดสุดท้ายคือไปหาญาติผู้ใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าอันเป็นบ้านของต้นตระกูล เห็นสวนลองกองร่มครึ้ม แซมด้วยต้นมะพร้าว และผลไม้อื่นๆ นานาพันธุ์ กลายเป็นสวนสมรมที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน

ตระกูลผู้เขียนเป็นคนจีนรุ่นแรกๆ ที่เข้าไปอยู่ที่ดุซงญอ บ้านตาอยู่ในสวนลองกองปัจจุบัน ตั้งอยู่ใกล้คลองดุซงญอ เป็นบ้านหลังใหญ่สุดในหมู่บ้าน ลักษณะบ้านยกพื้นสูง มีบันไดขึ้น พื้นที่ในบ้านมีหลุมหลบภัยกลุ่มคนร้ายที่มักเข้ามาปล้นในหมู่บ้านบ่อยๆ อาป๊ะกุง (พี่ชายของตา) มีฐานะดี เป็นเพราะขายสินค้าชนิดหนึ่ง คือ ยางไม้ซึ่งคนจีนเรียกว่า ‘เตี๊ยมหม่า’ ส่วนคนอื่นๆ บ้างมีรายได้จากการร่อนทองที่บ้านละหา เลยที่ตั้งอำเภอจะแนะไปเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่เคยมีการร่อนทองกลายเป็นสวนยางพาราไปหมดแล้ว

ต่อมาดุซงญอคึกคักอีกครั้งยุค “ตื่นทอง” ที่โต๊ะโมะ เพราะจากดุซงญอไปถึงเหมืองทองระยะทางเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร โดยใช้เส้นทางผ่านอำเภอจะแนะไปสุคิริน

สมัยก่อน บ้านอาป๊ะกุงเป็นบ้านหลังแรกของตระกูลที่ใครมาใครไป โดยเฉพาะเพื่อนบ้านจากเมืองจีนมักจะมาพักอาศัยอยู่ด้วย ต่อมาจึงได้สร้างบ้านอีกหลังหนึ่งคือหลังปัจจุบันที่ผมได้มาเยี่ยมเยือนอยู่ และไม่นานต่อมาพ่อกับแม่จึงแยกครอบครัวมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 79 หมู่ 1 บ้านดุซงญอ เวลานั้นดุซงญอเป็นป่า มีเสือและสิงสาราสัตว์ประเภทอื่นๆ จำนวนมาก ไม่นานต่อมาที่พ่อเดินทางไปอยู่ดุซงญอ จึงปรากฏมีครอบครัวจีนมาอยู่อาศัยในดุซงญอเพิ่มมากขึ้นกระทั่งเป็นชุมชนจีนขนาดใหญ่ในกลุ่มชนมุสลิม

“ช่วงเกิดสงครามดุซงญอ มีบ้านคนจีนอยู่ประมาณ 7 หลังเท่านั้น” พ่อย้อนความหลังเมื่อหลายปีมาแล้วให้ฟัง ช่วงวัยรุ่นพ่อมีอาชีพขายของชำและซื้อ-ขายยางพาราไปด้วย ส่วนแม่เคยปลูกข้าว ทำไร่ทำสวนในหลายพื้นที่ เช่นที่บ้านลาเซาะ เคยเป็นแม่ค้าขายปลาในตลาดสดดุซงญอ เข็นรถขายขนมไปตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะที่บ้านแมะแซ หลังบ้านเราก็ปลูกผักไว้กินไว้ขาย

ดุซงญอในสมัยก่อนเจริญมาก มีโรงหนัง 2 แห่ง มีโรงไฟฟ้าเอง มีประปาหมู่บ้านซึ่งพ่อเคยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วยคนหนึ่ง มีโรงแรม โรงเรียนจีน ฯลฯ นับเป็นชุมชนจีนชุมชนใหญ่แห่งหนึ่ง

พ่อเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่มีรถจี๊ปขับ มีคนขับรถให้เป็นคนมุสลิม และการค้าการขายส่วนใหญ่ติดต่อกันระหว่างคนพุทธ-มุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน อย่างเป็นปกติ ไม่เคยมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ไม่นานต่อมา ครอบครัวคนจีนในพื้นที่เริ่มทยอยกันย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ ด้วยเหตุผลนานาประการ บ้างก็ตามไปอยู่กับลูกหลาน บ้างไปเปิดกิจการอยู่ในเมืองที่ใหญ่กว่า โดยเฉพาะแถบสงขลา หาดใหญ่ กระทั่งปัจจุบันมีครอบครัวคนจีนพักอาศัยอยู่ในดุซงญอไม่ถึง 10 หลัง

ดุซงญอในม่านหมอกแห่งไฟสงครามวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก มีอาคารบ้านเรือนปลูกสร้างใหม่หลายหลัง ส่วนบ้านไม้หลังเก่าที่ไม่มีคนอยู่หรือดูแลก็ผุพังไปตามสภาพ แต่จุดที่ไม่เปลี่ยนคือกลางหมู่บ้านมีมัสยิดใหญ่ตั้งอยู่ และพื้นที่ด้านหลังมัสยิดคือกุโบร์หรือที่ฝังศพของคนไทยมุสลิม

สิ่งที่ผมเชื่อว่าจะไม่เปลี่ยนไปแน่นอน คือความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างคนไทยมุสลิมและคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ปี ไม่ว่าผู้คนจะหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าไปกี่ยุคสมัย ท่ามกลางขุนเขาและพรรณไม้เขียวชอุ่มสุดชายแดนใต้จังหวัดนราธิวาส หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม หากทว่าความสัมพันธ์กับผู้นับถือศาสนาพุทธ และคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นคนต่างศาสนิกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน กลับเต็มไปด้วยภาพของความรัก ความผูกพัน การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเสมอมา ตราบกระทั่งทุกวันนี้

แม้สถานที่แห่งนี้จะเคยเกิดเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2491 ซึ่งถูกเรียกขานกันต่อมาว่า “สงครามดุซงญอ” หรือ “ปือแฤ ดูซงญอ” หรือ “กบฏดุซงญอ” จนกลายเป็น “ฝันร้าย” ของผู้คนมากมาย กระทั่งถูกตอกย้ำด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายปีมานี้ แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ปี ไม่ว่าผู้คนหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าไปกี่ยุคสมัย แต่ความรู้สึกแห่งความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ยังคงสถิตอยู่ในดวงใจชาว “ดุซงญอรำลึก” ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น พุทธ-มุสลิม-จีน