รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

จากข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ทางการเมืองไทยในช่วงนี้ ยังคงเป็นเรื่องของการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในต้นปีหน้า ปี 2562 ขณะที่ทุกพรรคการเมืองต่างมุ่งหวังชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นพรรคที่สามารถครองใจประชาชน

แล้วเมื่อพรรคการเมืองล้วนมุ่งหวังในชัยชนะในการเลืองตั้ง เชื่อว่าสิ่งที่สังคมไทยน่าจะได้เห็น (อีกครั้ง) จากการเลือกตั้งในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น “การตลาดการเมือง” (Political Marketing) คือ การใช้หลักการตลาดทางธุรกิจ มาประยุกต์ใช้กับการเมือง โดยมีหลักการสำคัญเหมือนกัน คือ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ในทางการเมือง ลูกค้า ก็คือ ผู้เลือกตั้งนั่นเอง การใช้หลักการตลาดทางการเมือง ก็คือ การเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง แล้วหาทางสนองตอบความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด

การตลาดทางการเมือง เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการเมืองและการหาเสียงเลือกตั้งของยุคปัจจุบัน โดยพบว่าหากประเทศใดมีพรรคการเมืองที่นำเอาการตลาดทางการเมืองมาใช้ ก็มีโอกาสจะชนะเลือกตั้งมากกว่าพรรคการเมืองที่ไม่ได้ใช้การตลาดทางการเมือง ดังนั้นยุทธวิธีดังกล่าว จึงมีการนิยมใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมถึงประเทศในฝั่งยุโรปตะวันตกอย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส และอีกหลาย ๆ ประเทศ โดยการขับเคลื่อนของการตลาดการเมืองในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันตามลักษณะการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้น ๆ
อย่างไรก็ตามแม้การประยุกต์ใช้การตลาดการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ก็มีองค์ประกอบสำคัญของการตลาดการเมืองที่คล้ายคลึงกัน ประกอบด้วยผู้สมัคร พรรคการเมือง และนโยบาย ดังนั้น การนำยุทธวิธีทางการเมืองมาประยุกต์ใช้ในสังคมไทยนั้น พรรคการเมืองไทย จำเป็นต้องรับรู้ความต้องการของ “ประชาชน” ทั้งด้านผู้สมัคร พรรคการเมือง และนโยบาย

จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,073 คน ในประเด็น คนไทยเลือกผู้สมัครและเลือกพรรคอย่างไร? “ไปเป็นส.ส.” สรุปผลได้ ดังนี้

ประชาชนจะเลือกผู้สมัครแบบใด? ไปเป็น ส.ส. พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 58.74 คือ เป็นคนดี ประวัติดี การศึกษาดี ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม รองลงมา ได้แก่ ขยัน ทำงานเก่ง มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทางการเมือง ร้อยละ 33.33 เป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์ เป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีแนวคิดใหม่ๆ ร้อยละ 26.07 เป็นกันเอง เข้าถึงประชาชน พูดจาดี สุภาพ จริงใจ ไม่สร้างภาพ ร้อยละ 23.50 และมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก มีผลงาน เป็นที่ยอมรับ ร้อยละ 17.86

พรรคการเมืองแบบใด? ที่จะทำให้ตัดสินใจเลือกผู้สมัครพรรคนั้นๆ เป็น ส.ส. พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 53.83 คือ มีนโยบายดี ถูกใจประชาชน ทำได้จริงเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รองลงมา ได้แก่ เป็นพรรคที่เข้มแข็ง มั่นคง มีอุดมการณ์ ร้อยละ 35.71 หัวหน้าพรรคมีภาพลักษณ์ดี เป็นผู้นำ เป็นที่ยอมรับ ร้อยละ 19.36 มีการทำงานเป็นทีม ระบบการบริหารจัดการภายในพรรคดี เข้าถึงประชาชน ร้อยละ 14.39 และมีการคัดเลือกว่าที่ผู้สมัครอย่างเหมาะสม และสนับสนุนอย่างเต็มที่ ร้อยละ 11.70

นโยบายหาเสียงเรื่องอะไร? ที่จะทำให้ถูกใจและเลือก ไปเป็น ส.ส. พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 47.93 คือ ดูแลช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน รองลงมา ได้แก่ เน้นพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว /สร้างรายได้เข้าประเทศ ร้อยละ 45.85 พูดจริงทำจริง ทำตามสัญญา พัฒนาจังหวัด ท้องถิ่นให้เจริญ ร้อยละ 33.92 พัฒนาระบบขนส่งมวลชน การคมนาคม การศึกษา พลังงานและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 28.01 และส่งเสริมประชาธิปไตย สร้างความเข้มแข็งทางการเมือง บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ร้อยละ 17.22

ประชาชนมีความวิตกกังวลเรื่องอะไร? ในการเลือกตั้งต้นปีหน้า (ปี 2562) พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 46.26 คือ การทะเลาะเบาะแว้ง การเคลื่อนไหวทางการเมือง บ้านเมืองไม่สงบ รองลงมา ได้แก่ ความไม่พร้อมของการจัดเลือกตั้ง อาจต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก

ร้อยละ 38.50 การทุจริต โกงเลือกตั้ง ซื้อเสียง ได้คนไม่ดีเข้ามาทำงาน ร้อยละ 26.52 การออกไปใช้สิทธิ การรับรู้ข่าวสารเลือกตั้งของประชาชน ร้อยละ 24.12 และการใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง จำนวนมาก ไม่คุ้มค่า ร้อยละ 14.53

เลือกตั้งในปี 2562 จะเป็นอย่างไร? พรรคการเมืองไทย จะนำ “การตลาดการเมือง” มาประยุกต์ใช้ หรือไม่? ก็คงต้องติดตามกันต่อไป (หากพรรคการเมืองมุ่งหวังชัยชนะคงเป็นเรื่องที่ยากจะหนี “การตลาดการเมือง” พ้น) แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลการสำรวจความคิดเห็นที่ปรากฏนั้น น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการเมืองไทยไม่มากก็น้อย

หากพรรคการเมืองต่างๆ นำผลการสำรวจไปประยุกต์ใช้ เชื่อว่าจะสามารถคัดเลือกผู้สมัครได้ “ถูกใจ”... กำหนดแนวทางการขับเคลื่อน “พรรคการเมือง” ได้ “ถูกใจ” หรือแม้แต่ วาง “นโยบาย” ได้ “ถูกใจ” แล้วเมื่อทำตามความต้องการได้ ก็เชื่อว่าการเข้าไปนั่งอยู่ในใจประชาชน ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย...ถ้าไม่เชื่อก็ลองทำดู..!!