แสงไทย เค้าภูไทย

ราคาอ้อยตกต่ำกำลังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาผลผลิตเกษตรล้นตลาดที่รัฐบาล คสช.ล้มเหลวในการแก้ไข ทั้งๆที่เคยมีการรณรงค์ใช้แก๊สโซฮอลจากเอธานอล ซึ่งแก้ปัญหาทั้งอ้อย ทั้งราคาเชื้อเพลิง ประเด็นนี้ ขณะนี้ทรัมป์หันมาปัดฝุ่นนโยบายส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E10-E15 หวังเสียงสนับสนุนจากเกษตรกรสู้ศึกเลือกตั้ง Midterm เดือนหน้า

ในยุคน้ำมันดิบโลกแพงถึงบาเร็ลละ 160 ดอลลาร์ช่วงทศวรรษ1970 รัฐบาลสหรัฐรณรงค์ผู้ขับขี่รถยนต์ใช้แก๊สโซฮอล์ E10-E15 (เบนซิน90%เอธานอล 10-15%) ขณะที่ไทยรณรงค์ E10-E20
แต่วันนี้ จำนวนปั๊มให้บริการ E ทั้งสองในสหรัฐเหลือแค่ 1,430 แห่งใน 122,000 แห่ง โดยบางแห่งให้บริการแค่ E10 เพราะคนใช้ E15 น้อยเนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กัดเซาะส่วนที่ไม่ใช่โลหะในตัวเครื่องยนต์เสียหายมาก

แม้จะมีรถออกใหม่ที่เครื่องเคราปรับให้เข้ากับเชื้อเพลิงชนิดนี้แต่ราคาก็แพง ชาวอเมริกันจึงไม่นิยมใช้

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศหันมาสนับสนุน นั่นย่อมหมายถึงผลประโยชน์หลายด้าน

ด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มการใช้แอลกอฮอล์ที่ส่วนใหญ่มาจากอ้อย มันฝรั่ง ข้างฟ่าง ฯลฯ

อีกด้าน เพื่อลดโลกร้อน เพราะแก๊สโซฮอล์มีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ปลดปล่อยมลพิษต่ำกว่าเบนซินมาก

ด้านถัดมา เพื่อให้มีการใช้น้ำมันดิบจากแอ่งหินเชลที่สหรัฐมีมากที่สุดในโลกมากขึ้น

เพราะขณะนี้ผู้ใช้รถในสหรัฐหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น

ผู้ผลิตเชื้อเพลิงจากน้ำมันดิบจึงต้องลดต้นทุนเชื้อเพลิงรถยนต์แข่งกับพลังงานไฟฟ้า

นอกจากประโยชน์สามด้านนั้นแล้ว ผลพลอยได้อีกทางก็คือคะแนนนิยมในตัวทรัมป์

เพราะต่ำลงจนถึงขีดที่ว่าหากเลือกตั้งวุฒิสมาชิกกลางเทอมปลายพฤศจิกายนนี้พรรคดีโมแครตได้ที่นั่งมากกว่าเดิม ก็อาจจะมีผลให้มีการโหวตในรัฐสภาปลดทรัมป์ออกจากตำแหน่ง(impeachment) ได้

ตอนนี้ ทำอะไรๆก็เลยกลายเป็นการหาเสียงไปหมด แม้แต่การรณรงค์ใช้แก๊สโซฮอล์

ไม่ต่างจากบ้านเรา รัฐบาลสั่งลดค่าแก๊สโซฮอล์ 95 ลงลิตรละ 3 บาทแก่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะใช่คำตอบ ในการแก้ปัญหาราคาเชื้อเพลิงหรือค่าครองชีพประชาชนหรือไม่และผลส่งไปไม่ถึงเกษตรกรที่มีปัญหาราคาผลผลิตหรือไม่

หรือแม้แต่ผู้โดยสาร เชื่อว่าคงจะไม่มีวินไหนลดค่าโดยสาร ด้วยข้ออ้างว่าราคาเชื้อเพลิงที่ลดให้นี้เป็นเพียงมาตรการชะลอหรือยับยั้งการขึ้นค่าโดยสารเท่านั้น

เว้นเสียแต่รัฐรณรงค์ใช้แก๊สโซฮอล์ และดีเซลชีวภาพ(ไบโอดีเซล: ดีเซลผสมน้ำมันปาล์ม) ทุกเกรดผลก็จะตกแก่เกษตรกรโดยตรง

ผลิตภัณฑ์หลักจากอ้อยได้แก่น้ำตาล ตั้งแต่ในรูปน้ำตาลสีรำ(โอวทึ้ง) งบน้ำอ้อย น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลกรวดและที่มากที่สุดใช้ในทางการค้าและอุตสาหกรรมก็คือน้ำตาลทรายขาว

เศรษฐกิจไม่ดี อุตสาหกรรมอาหารคาว หวาน เครื่องดื่ม ทั้งในรูปปรุงสดและแปรรูปก็ขายไม่ดีด้วยปริมาณน้ำตาลที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมากที่สุด ย่อมจะลดลง

นอกจากเศรษฐกิจไม่ดีแล้ว ในด้านสุขอนามัย ทั่วโลกพากันลดการบริโภคน้ำตาลทราย ที่เห็นชัดเจนคือ เครื่องดื่มที่ขายดีที่สุด สองยักษ์ใหญ่โคคาโคล่าและเป๊ปซี่ เอาใจตลาดด้วยการทำโค้กและเป๊ปซี่ “ไดเอท” ปลอดน้ำตาลโดยใช้สารหวานอื่นแทน

แนวโน้มของการใช้น้ำตาลทั้งของโลก ทั้งเมืองไทย จึงลดลงโดยตลอด ทำให้บริษัทน้ำตาลที่เป็นแหล่งซื้ออ้อยสำคัญที่สุดมีฐานะเป็นผู้กำหนดราคา

ราคาอ้อยจึงขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการน้ำตาลของตลาด วันนี้มิตรผลรับซื้ออ้อยในราคาประกันตันละ 680 บาท นั่นหมายถึงรายได้ของชาวไร่อ้อยลดลง 30-40%

แต่คนปลูกอ้อยกลับเพิ่มขึ้น เพราะจะหันไปปลูกพืชอื่นๆ ตลาดก็แคบ อย่างมันสำปะหลังเป็นต้น

ชาวสวนปาล์มและยางพาราพากันโค่นต้นทิ้ง หันมาปลูกพืชอื่นๆ ที่หวังจะถอนทุนคืนโดยพืชที่ให้ผลเร็วที่สุด ซึ่งก็มีแต่มันสำปะหลังเท่านั้น

ทางออกเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ อีกทางก็คือการแปรรูปเป็นผลผลิตทุติยภูมิอื่นๆ อย่างอ้อยนั้นได้แก่น้ำตาลรูปแบบต่างๆ(ผลผลิตปฐมภูมิคืออ้อยควั่น น้ำอ้อย) และแอลกอฮอล์ น้ำส้มหมัก (vinegar)

โดยเฉพาะแอลกอฮอล์นั้น นอกจากจะเป็นเหล้า(โรง)แล้ว ยังเป็นเอธิล 95% ใช้สกัดสารสำคัญในห้องแล็บ ใช้จุดไฟ ใช้ผสมเบนซินเป็นแก๊สโซฮอลฯลฯ

โดยเฉพาะแก๊สโซฮอลนั้น หากรณรงค์ให้คนทั้งชาติหันมาใช้ ก็จะดูดซับปริมาณอ้อยส่วนเกินในแต่ละปีได้จำนวนมหาศาล

แนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลกหากไม่ผันผวนแปรปรวนตามนโยบายของทรัมป์แล้ว ก่อนสิ้นปีจะขึ้นถึง100 ดอลลาร์ต่อบาเร็ลจาก 80-81 ดอลลาร์/บาเร็ลในขณะนี้

บรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM-Emerging Market Economy) พากันส่งสัญญาณถึงกันละกันให้ลดปริมาณการใช้น้ำมันในปีหน้าลงแล้วหันมาใช้พลังงานทดแทนที่ตนสามารถผลิตอย่างเพียงพอในประเทศ

เอธานอลจากอ้อยเหมาะสำหรับการทดแทนพลังงานจากน้ำมันสอดรับกับนโยบายลดใช้น้ำมันของบรรดาชาติ EM เป็นอย่างดี

ประเทศไทยมีปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลของเชื้อเพลิงปิโตรเลียมเริ่มต้นจากโรงงานแยกก๊าซมาบตาพุด

ผลผลิตจากโรงงานแยกก๊าซคือก๊าซเหลว ใช้ในอุตสาหกรรมและหุงต้ม

ราคาก๊าซหุงต้มในประเทศไทยอิงราคาตลาดโลกเพราะเป้าการผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าใช้ในประเทศ

เราใช้ในประเทศมากๆ 2 ด้าน คือใช้กับโรงไฟฟ้าและบรรจุถังใช้หุงต้ม โดยมาตามท่อขนานแนวถนนจากโรงแยกก๊าซ

ส่วนที่ส่งออกเป็นก๊าซเหลวนั้น ส่วนใหญ่ผ่านบริษัทสุมิโตโมของญี่ปุ่น

กระนั้น เรายังนำเข้าก๊าซจากแหล่งเมาะตะมะและ มะละแหม่งของเมียนมาร์มูลค่าปีละกว่า 110,000 ล้านบาท

สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น โครงสร้างโรงกลั่นของเรา มุ่งเบนซินมากที่สุด ทำให้กลั่นได้น้ำมันดีเซลซึ่งใช้ในทางพาณิชย์มากที่สุดได้น้อยกว่าเบนซิน

ไม่ต่างจากก๊าซเหลว ที่เป็นสินค้าส่งออก ราคาในประเทศต้องอิงกับราคาตลาดโลกโดยปริยาย

หรือแม้แต่น้ำมันเตา(ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ปูนซิเมนต์) ก็ยังอิงราคาตลาดโลก

จะมีก็แต่ยางมะตอยเท่านั้น ที่ตลาดหลักอยู่ในประเทศ เพราะตลาดโลกไม่รู้จะขายใคร เนื่องจากต่างคนต่างมีของตนเอง

ที่เห็นชัดเจนก็คือจีนซึ่งใช้น้ำมันมาก ผลผลิตพลอยได้คือยางมะตอยก็มาก แต่มีที่ใช้น้อยลง จึงเอาไปทำยางรถยนต์สังเคราะห์ แทนใช้ยางดิบจากยางพารา

นี่คือต้นเหตุของราคายางพาราตกต่ำ

ถึงตอนนี้เราก็ถึงทางตัน ไม่รู้จะทำอะไร เอายางพาราไปทำถนน ก็แย่งตลาดยางมะตอยซึ่งแคบอยู่แล้วให้ตีบลงไปอีก

เพราะถนนตัดใหม่เมืองไทยทุกวันนี้ เป็นถนนปูนไปหมดแล้ว ถนนเก่าๆ ถูกรื้อเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตเพื่อลดความสิ้นเปลืองค่าซ่อมถนนยางแอสฟัลต์ ที่เมื่ออายุมากๆผิวจะล่อนในฤดูฝน

วงจรพลังงานเชื่อมโยงเช่นนี้ หากน้ำเชื้อเพลิงเอธานอลจากอ้อยหรือจากพืชผลอื่นๆเช่นไบโอดีเซลเข้ามาแทรกหรือเสริมได้มากขึ้น

ก็ย่อมจะดึงผลผลิตเกษตรสู่วงจรพลังงาน ค้ำราคาให้มีเสถียรภาพตลอดกาล

อีกแค่ 4 เดือนเศษจะถึงกำหนดวันเลือกตั้ง ชูนโยบายพลังงานชีวภาพหาเสียงกันดีไหม ?