สมบัติ ภู่กาญจน์

“ 1. การโกง กับการคอรัปชั่น นั้นต่างกันอย่างไร? ”

ท่านผู้อ่านสยามรัฐรายวันท่านหนึ่ง เริ่มปัญหาข้อที่หนึ่ง ในคำถามห้าข้อ ถาม ‘คึกฤทธิ์ ปราโมช’ ไว้เมื่อต้นปี 2494 ยุคที่เมืองไทยกำลังมีจอมพลหลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนำประเทศแสวงหาประชาธิปไตยอยู่เป็นปีที่สาม ซึ่งบรรยากาศทางการเมืองหลายอย่าง ดูจะไม่แตกต่างนักจากการเมืองที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน

คึกฤทธิ์ ปราโมช ในฐานะคนทำงานด้านสื่อสารมวลชน ตอบคำถามข้อนี้ ไว้ด้วยนิยามสั้นๆ ว่า

“ การโกงคือคอรัปชั่นที่จับได้ ส่วนคอรัปชั่นคือการโกงที่จับไม่ได้ ”

นี่คือ การแสดงความเห็นสไตล์คึกฤทธิ์ ที่ผมกำลังนั่งนึกนอนคิดอยู่ ณ ขณะนี้ว่า การแสดงความเห็นอย่างนี้ค่อนข้างจะหาได้ไม่ง่ายนัก ในแวดวงสื่อสารมวลชนในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากอดีตวันนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 ปี แต่ทุกวันนี้ การคลำหาประชาธิปไตยไม่ต่างจากอดีตก็ยังทำกันอยู่ รวมทั้งเสียงครหาเรื่องการโกงการทุจริตการคอรัปชั่น ก็ยังเป็น ‘ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์’ อยู่ในหลายวงการ หลายเรื่องหลายมิติและหลายกรณี

ในคำถามอีก 4 ข้อ ยังมีข้อความที่ชวนให้ติดตามอีกทุกข้อ ดังต่อไปนี้

2. ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ประกาศให้ช่วยกันปราบคอรัปชั่นนั้น ท่านเข้าใจว่าอย่างไร? และถ้าข้าราชการผู้น้อยเห็นข้าราชการผู้ใหญ่คอรัปชั่น เขาควรจะจัดการอย่างไรหรือทำอะไรอย่างไร?

3. ถ้าผมเป็นผู้ใหญ่ในองค์การรัฐบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีผู้มีอิทธิพลนอกองค์การมาขอให้ผมต้องฝืนนโยบาย เพื่อกระทำการบางอย่างที่จะสร้างประโยชน์ให้กับเขาได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมควรจะทำหรือไม่ทำดี ทั้งๆที่ผมรู้อยู่แล้วว่า ถ้าทำ ความเสียหายย่อมจะเกิดมีขึ้นแก่ประชาชน

4. เพื่อเป็นการรักษาเกียรติยศและชื่อเสียงแห่งวงศ์ตระกูลของเรา ไม่ให้ถูกประชาชนสาปแช่งหรือด่าว่า ผมอาจจะชี้แจงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้กับท่านผู้มีอิทธิพลฟัง และสมมุติว่าถ้าท่านไม่ฟัง ผมควรจะลาออกจากตำแหน่งไปเลย ดีหรือไม่ดี? (เช่นเดียวกับที่คุณลาออกจากตำแหน่งผู้แทนราษฎรมา)

5. ถ้าผมจะทนอยู่ต่อไป โดยเก็บหลักฐานเหล่านั้นไว้ แล้วก็ทำให้ท่านตามที่ท่านขอ โดยแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่แจ้งถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการปฎิบัติเหล่านั้น ยิ่งกว่านั้น เพื่อเป็นโอกาสให้ผมได้โกงกินเสียเอง ซึ่งอาจจะได้มากกว่าท่านเหล่านั้นอีก(เพราะผมรู้เรื่องที่เป็นรายละเอียดในวงในมากกว่า) และถ้าทำไปแล้ว หากมีเรื่องเกิดขึ้น ผมก็จะแฉโพยหลักฐานของท่านผู้นั้น ซัดกลับไปบ้าง อย่างนี้ ผมจะพ้นโทษหรือไม่? หรือถ้าผมทนทำงานอยู่ต่อไป ผมจะต้องกลายเป็นคนหน้าด้านไหม?

( จบคำถาม จากผู้ถามซึ่งใช้นามแฝงว่า ‘คนองค์การ’ )

คึกฤทธิ์ ปราโมช นำคำถามเหล่านี้มาตอบไว้ในคอลัมน์ปัญหาประจำวันของหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2494 ด้วยคำตอบที่อาจจะเกินความคาดหมายของทั้งผู้ถามและผู้อ่านบางท่าน ได้บ้าง ว่า

2. ก็นิ่งเสียซีครับ แล้วไปคอรัปชั่นเข้าบ้าง เผื่อบางทีท่านผู้ใหญ่ท่านจะอายไปเอง กระมัง

3. ปัญหานี้ คุณตอบตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น เชื่อเถิด

4. ไม่ดี อย่ามาเอาอย่างผมเลย เดี๋ยวออกจากงานมาแล้ว ไม่มีทางทำมาหากินอื่น จะมาโทษผมว่ายุให้เสียคนเข้าอีก

5. ถ้าคุณทำอย่างที่คุณว่า แล้วคุณยังมองดูหน้าตัวเองในกระจกได้ ก็ทำเข้าไปเถิดครับ

( ลงลายเซ็น คึกฤทธ์ ปราโมช 25 มีนาคม 2494 )

เป็นไงบ้างครับ การสื่อสารระหว่างมวลชนของคนไทยในอดีต แตกต่างจากวันนี้หรือเปล่าหรือมากน้อยเพียงใด?

และการสื่อสารอย่างนี้ กล่าวหาใครบ้างหรือเปล่า หรือพร่ำสอนแต่ทฤษฎีฝรั่งจนคนธรรมดาสามัญพลิกผ่านไปหรือเปล่า? หรือว่าวิจารณ์ตรงตัวเสียจนคนถูกวิจารณ์ไม่ยอมอ่าน แถมยังโกรธเอาเสียด้วย หรือไม่เพียงใด ?

ไม่มีครับ ไม่มี

มีแต่การได้แพร่หลายพฤติการณ์หรือความคิดที่เราอยากให้แพร่หลายเกิดขึ้น และการได้เสนอข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ควรจะได้รับรู้เอาไว้ว่าในสังคมมีอะไรเกิดขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นยังเปิดความเห็นเชิงย้อนแย้งให้คนเกิดความคิดในหลายแง่มุมเพิ่มขึ้นอีก

ทำไมเราไม่ช่วยกันสร้างสรรค์ บรรยากาศแห่งการเรียนรู้เยี่ยงนี้ให้เกิดขึ้นในงานสื่อสารมวลชนยุคปัจจุบัน?

ยังมีเรื่องที่น่ารู้ เรื่องที่น่าวิตก อีกสารพัดทั้งนอกประเทศและในประเทศ ที่เกี่ยวกับการเมือง การทุจริตคอรัปชั่นและเกี่ยวกับประชาธิปไตย ที่เราน่าจะช่วยแพร่หลายให้ผู้ที่รักและสนใจประชาธิปไตยให้ช่วยกันคิดกันให้มากๆแทนที่จะใช้แต่อารมณ์ผ่านสื่อสมัยใหม่สาดใส่เข้าหากัน

เช่นประเด็นเรื่อง “อย่าอ้างการขจัดคอรัปชั่นมาเป็นเรื่องทำลายประชาธิปไตย” ที่นักวิชาการต่างประเทศคนหนึ่งได้มาแสดงความคิดเห็นไว้ที่เมืองไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่เราน่าจะฟังกันไว้เพื่อการพิจารณา

ผมเสียดายที่โลกทุกวันนี้ ไม่มีคนเขียนหนังสือชื่อคึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่อีกแล้ว แนวคิดนี้จึงไม่ได้ถูกทำให้แพร่หลายด้วยวิธีที่คนส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้ได้ ผมจึงต้องใช้ความสามารถ เพียงแค่พยายามทำ ในสิ่งที่ทำได้

โดยเอาแนวคิดนี้ มาบอกกล่าวเล่าต่อ ให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันรับรู้และเรียนรู้ เพื่อที่เราจะมองหน้าตัวเองในกระจกกันได้ต่อไป ในข้อเขียนสัปดาห์หน้าครับ