ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

การประสานเสียงเรียกร้องของเครือข่ายผู้ปกครองที่คัดค้านและเรียกร้องให้ รมว.กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกการสอบเข้าเรียนของลูกหลานเข้าเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ดูเหมือนว่าได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้ปกครองกันอื้ออึง แต่ยังไม่เห็นผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการออกมาปลดปล่อยความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการศึกษาของประชาชนแต่อย่างใด

วิธีคิดของเครือข่ายผู้ปกครอง นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ควรปฏิรูปกันมานานแล้ว โดยเฉพาะยุคปฏิรูปการศึกษาในรัฐบาลประเทศไทย 4.0 ที่ควรก้าวข้ามยุค 0.4 ที่ยึดมั่นถือมั่นจนการศึกษาของชาติเสื่อมถอยลงในทุกมิติและในทุกระดับการศึกษา โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่ควรปลดปล่อยการสอบให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงการศึกษาตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยของปี 2560

หากนึกย้อนดูว่าทำไมจึงต้องมีการสอบเข้าเรียนทุกระดับตั้งแต่อนุบาล-ป.1-ม.1-ม.4-อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาน่าจะวิเคราะห์ได้ว่า
1. นักเรียน นักศึกษา มีมากกว่าที่นั่งของสถาบันการศึกษา
2. ต้องการเด็กที่มีความพร้อมและผลการเรียนที่ดีเข้าศึกษา

แต่สถาการณ์ปัจจุบันถูกเปลี่ยนไปแล้วจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะเด็กเกิดน้อยลง โรงเรียนในต่างจังหวัดหลายร้อยแห่งมีเด็กเรียนไม่กี่คน กระทรวงศึกษาธิการจ้องแต่จะยุบโรงเรียนเล็กๆมารวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่แทน ครูบาอาจารย์ก็มีน้อย ขาดแคลน แถมคุณภาพต่ำอีก แม้ในระดับอาชีวะศึกษาและอุดมศึกษาต่างมีที่นั่งเหลือเฟือถึงขั้นแย่งเด็กมาเรียนกัน โรงเรียนเอกชนรวมถึงมหาวิทยาลัยของเอกชนและของรัฐต่างปิดตัวเองหรือให้ครู-อาจารย์ ออกหนีตายกันอุตลุตอยู่แล้ว

ยิ่งมองถึงคุณภาพโรงเรียนด้วยแล้ว เห็นได้ชัดระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในชนบท ใครๆก็อยากให้ลูกหลานของตนเองเรียนในโรงเรียนที่มีมาตรฐานและคุณภาพทั้งนั้น ทำให้แย่งกันเข้าเรียน ถึงขั้นต้องสอบกัน รวมถึงต้องจ่ายค่าโต๊ะเรียนกันแพงๆ โดยเฉพาะโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยดังๆ ต้องจ่ายค่าบำรุงโรงเรียนกันหลายแสนหรือทำกิจกรรมกับสมาคมครู-ผู้ปกครองหลายล้านบาท แล้วคนจนจะเอาอะไรไปจ่ายให้ลูกเรียน นั่นคือความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมคนรวยกับคนจน ซึ่งคนจนไม่มีโอกาสชนะ

ดังนั้น โรงเรียนกวดวิชาจึงร่ำรวย เปิดกันเป็นดอกเห็ด ครูบาอาจารย์มาหากินกับโรงเรียนกวดวิชาแพงๆ แถมยังไม่เสียภาษีเงินได้ด้วยซ้ำ นอกจากโรงเรียนทั่วไปจะไม่ตื่นตัวแล้ว กลับทำให้เด็กถูกกดดันด้วยการกวดวิชายัดเยียดความรู้เข้าไป โดยเฉพาะเด็กเล็กไปจนถึง 6 ขวบ สมองต้องการความเจริญวัยทางสมองมากกว่า แต่คนจนๆขาดโอกาส ขาดการพัฒนา ทำให้รัฐบาลปล่อยลูกหลานไทยไปตามยถากรรม จึงทำให้คุณภาพของเด็กไทยตกต่ำลงไปเรื่อยๆทั้งความรู้ IQ และ EQ เป็นที่ปรากฏ

ความจริง ร.ร.สาธิตของมหาวิทยาลัย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสาธิตทั้งวิธีการสอนและสาธิตให้กับเด็กกลุ่มต่างๆให้เป็นต้นแบบให้กับการเรียนการสอนของคณะครุศาสตร์ที่จะออกไปเป็นครูเพื่อพัฒนาเด็กไทย แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับกลายเป็น ร.ร.สาธิตเพื่อธุรกิจการศึกษาด้วยค่าแป๊ะเจี๊ยะนับแสนนับล้านบาท

ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ควรเปิดกว้างได้แล้ว สร้างโรงเรียนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกันทุกภูมิภาค สร้างครูให้เข้มแข็ง แล้วยกเลิกการสอบเข้าทุกระดับ ใช้ประเมินด้วยการรับเด็กใกล้บ้าน ดู folio ของเด็ก ดูความพร้อมในการเรียนและประเมินผู้ปกครองในการดูแลลูกของตนเอง ยิ่งระดับมหาวิทยาลัยให้เด็กเลือกเรียนในวิชาชีพที่ตามถนัดและต้องการ ไม่ต้องสอบ entrance ไม่ต้องสอบ A-net O –net ไม่ต้องสอบ T-CAS กันได้แล้ว มหาวิทยาลัยก็คัดจาก folio และความถนัดเอาเองได้

กองทุนเพื่อแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหนยังไม่เห็นผล แต่คงไม่มาสนับสนุนให้เด็กเรียนพิเศษ หรือจ่ายค่าต๋งของโรงเรียนแน่ๆ ถ้าไม่แก้กันในยุค 4.0 จะไปแก้กันยุคไหน ผู้รับผิดชอบตื่นกันหน่อย อย่าทิ้งคนจนไว้ข้างหลัง