รศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ถึงแม้ว่า “รัฐบาล-คสช.” จะประกาศ “การคลายล็อคทางการเมือง” เมื่อประมาณ 3-4 สัปดาห์ที่แล้วที่ผ่านมา แต่ดูเสมือนว่า “การเคลื่อนไหวทางการเมือง” บรรดา “พรรคการเมืองเก่า-พรรคการเมืองใหม่” ที่ออกสตาร์ทกันแบบคึกคักกันอย่างเต็มที่ จนดูเสมือนว่า “ปลดล็อค” กันเรียบร้อยแล้วด้วย “การประชุม-เดินสายหาเสียง” แบบอึกทึกครึกโครมจนทั้งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) แทบจะไม่ได้ห้ามปรามแต่ประการใดเลย!

แต่ละพรรคต่างระดมสรรพกำลังด้วยการเดินสาย ทั้งระดมทุนพร้อมระดมให้มีการหาสมาชิกพรรคกันอย่างโจ๋งครึ่มแบบเปิดเผยไม่ได้เกรงกลัวต่อกฎระเบียบ และ/หรือ กฎหมายใดๆ ของทางคสช.ที่ได้ห้ามไว้ แต่ในทางกลับกัน ขอย้ำว่าทั้งคสช.และรัฐบาลก็มิได้ห้ามปรามแต่ประการใดเสมือน “ทำเฉย!” ทั้งนี้แต่ละพรรคก็เคลื่อนไหวกันอย่างหนัก ไม่ว่าการชิงหัวหน้าพรรค การประกาศหลักการและอุดมการณ์ ตลอดจนการย้ายพรรค ถามว่า “สนุกมั้ย?” ก็ต้องตอบว่า “สนุกดี!” ที่ได้ดู “ธาตุแท้ของนักการเมือง” ที่ต่างก็ต้อง “เอาตัวรอดกันแทบทั้งนั้น” เนื่องด้วยเป็นสถานการณ์ปกติที่ “การเมืองการปกครอง” หยุดนิ่งมายาวนานถึงเกือบ 7-8 ปีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวการเลือกตั้ง!

“ประชาธิปไตย” จึงเป็นเหตุการณ์ปกติที่แต่ละพรรค แต่ละนักการเมืองที่ต้องมีการเคลื่อไหวเป็นกรณีปกติธรรมดา เพียงแต่ว่า “การเคลื่อนไหว” นั้นต้องเดินหน้าสู่ “ความถูกต้อง” และ “มุ่งพัฒนาการเมืองให้เป็นธรรมาธิปไตย” จริงๆ มิใช่เป็น “ธนาธิปไตย” ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ธุรกิจการเมือง” ที่มุ่งแต่ “การกอบโกยผลประโยชน์” กับบรรดาโครงการต่างๆ จนเกิดเป็น “วงจรอุบาทว์” อีก แล้วก็หนีไม่พ้น “การยึดอำนาจ-รัฐประหาร-ถอยหลังลงคลอง” บ้านเมืองไม่ได้ไปไหนเลย จึงเป็นเหตุที่ “รัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2560” จึงต้องเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยไทย”

เราลองมาดูการเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคการเมืองกันดูครับว่ามีการเคลื่อนไหวกันอย่างไรกันบ้าง

บรรยากาศภายในที่ทำการ “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีแฟนคลับของผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แต่ละกลุ่มเดินทางมาให้กำลังใจ ซึ่งแฟนคลับของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ได้นำป้ายไฟและมอบดอกกุหลาบสีแดงมาให้กำลังใจ  ขณะที่ผู้สนับสนุนนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ในนามกลุ่ม “เพื่อนอลงกรณ์” และเครือข่ายผู้ขับรถแท็กซี่ ชูป้ายเชียร์พร้อมกับกล่าวให้ว่า “อลงกรณ์สู้ๆ 4 ปฏิรูป 5 กฎเหล็ก 6 ยุทธศาสตร์” จากนั้น “นายอลงกรณ์  นายอภิสิทธิ์ และนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ทยอยเดินทางมาสักการะองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคประชาธิปัตย์

การเปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรักษาการณ์หัวหน้าพรรค กำกับและดำเนินการรับสมัครดังกล่าว ปรากฏว่าเอกสารรายชื่อรับรองของนายอลงกรณ์เดินทางมาไม่ทันตามกำหนด ทำให้นายอภิสิทธิ์มอบรายชื่อที่สนับสนุนตนเองให้กับนายอลงกรณ์ คือ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีตส.ส.สมุทรสงคราม และน.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตส.ส.กทม. ส่วนนพ.วรงค์ได้มอบรายชื่อตัวเองและนายวิชัย ล้ำสุทธิ อดีตส.ส.ระยอง ให้นายอลงกรณ์เช่นกัน ขณะที่นายอลงกรณ์ กล่าวขอบคุณที่ทำให้มีชื่อผู้รับรองครบตามที่กำหนด จึงขอสละสิทธิ์ในการจับหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร โดยขอเป็นผู้สมัครหมายเลข 3 ทำให้มีผู้จับสลากเหลือเพียง 2 คน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ให้นพ.วรงค์ จับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครก่อน ซึ่งปรากฏว่า นพ.วรงค์ ได้หมายเลข 2  และนายอภิสิทธิ์ ได้หมายเลข 1

ทั้งนี้ นพ.วรงค์ ให้สัมภาษณ์ว่า จากนี้จะลงพื้นที่พบปะสมาชิกพรรคทั่วประเทศ และสุดท้ายมาจบที่กรุงเทพฯ เพราะตนยังถือเป็นมวยรอง จึงต้องขยันไปทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคว่าแม้พรรคมีคนดี คนเก่ง แต่ยังขาดคนกล้า ซึ่งตนได้กล้าเสนอตัวที่จะเปลี่ยนแปลงพรรค โดยการลงแข่งขันครั้งนี้ตนมั่นใจว่าจะได้รับชัย

ด้านนายอลงกรณ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า  5 ปีหลังจากนี้จะต้องเป็น “ช่วงฟื้นฟูพรรค สร้างทางเลือกใหม่” มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยตนจะรวบรวมพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นครอบครัวเดียวกัน การหาเสียงครั้งนี้ไม่ได้หวังแค่ชัยชนะอย่างเดียวแต่การเป็นหัวหน้าพรรคคือจุดเริ่มต้นชัยชนะของประเทศและประชาชนคนไทยทุกคน  เมื่อถามว่าถ้าได้เป็นหัวหน้าพรรคจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกหรือไม่ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องมาตามครรลองของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่ง “ไม่เห็นด้วย” กับการมีนายกรัฐมนตรีที่จะมาจากคนนอกบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือพล.อ.ประยุทธ์ต้องอยู่ในบัญชี 3 รายชื่อที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดความสง่างามและชอบธรรม

ในขณะเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หรือ รปช.ร่วมเวทีรับฟังปัญหาจากแกนนำชุมชนในเขตจตุจักร เพื่อนำไปเป็นแนวทางจัดทำนโยบายของพรรค โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการเมือง ที่จะต้องเป็นการเมืองเพื่อประชาชน และประเทศ การปฏิรูปการศึกษา และการให้บริการด้านสาธารณสุข ที่จะต้องเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถดูแลตัวเองได้ ที่สำคัญจะต้องแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในภาครัฐ ปฏิรูปให้ข้าราชการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ ที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้

นายสุเทพ ย้ำว่าจะไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค และจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่ออย่างแน่นอน แต่จะขออาสาเป็นโค้ชคอยให้คำปรึกษากับพรรค รปช.พร้อมแสดงความมั่นใจว่าพรรคจะได้ร่วมเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นจะไม่รับตำแหน่งใดๆในรัฐบาล และที่ลงมาขับเคลื่อนเป็นแกนนำลงพื้นที่ให้กับพรรคเพราะรักบ้านเมือง รักประเทศ ไม่ได้ทำเพื่อตนเองแต่ทำให้ประเทศมีการเมืองที่ดี 

ส่วนความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า อดีตนายกฯทั้ง 2 ยังคงพักอยู่ที่ฮ่องกง โดยในวันที่6 ตุลาคมที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำ “พรรคเพื่อไทย” พร้อมด้วยน.ต.ศิธา ทิวารี และน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ได้เข้าพบนายทักษิณด้วยตัวเองเพื่อสอบถามความชัดเจนเรื่องการนำพรรคพท.ของคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งการพูดคุยของกลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์กับนายทักษิณนั้นกินเวลาค่อนข้างนาน ในขณะที่อดีตส.ส.ภาคอีสาน ก็ได้เดินทางเพื่อไปเข้าพบนายทักษิณวันเดียวกันนี้ โดยจะมีคิวเข้าพบนายทักษิณในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีแกนนำคนสำคัญของพรรคพท. อาทิ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รวมถึงอดีตส.ส.หลายคนได้เดินทางไปพบนายทักษิณไปบางส่วนแล้วด้วย แหล่งข่าวระบุด้วยว่า การมาเยือนฮ่องกงครั้งนี้ของอดีตนายกฯทั้ง 2 เป็นความตั้งใจที่จะบินมาเพื่อให้แกนนำ และอดีตส.ส.ของพรรคพท. รวมถึงคนสนิทมาเข้าพบอยู่แล้ว เพราะมีหลายๆประเด็นที่ต้องพูดคุยกันให้ได้ข้อยุติมากที่สุดก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ซึ่งรายชื่อของคนที่ไปพบมีมาทั้งแบบกลุ่ม และแบบส่วนตัว

ขอว่ากันต่อสัปดาห์หน้าครับ!