เสือตัวที่ 6

หลังจากกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยได้หยุดชะงักไประยะหนึ่ง ด้วยเหตุของสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในหลากหลายส่วน ทั้งความไม่คืบหน้าตามเป้าหมายต่างที่วางไว้ ที่ต้องการเห็นมรรคเห็นผลไปในทางสร้างความเข้าอกเข้าใจระหว่างผู้แทนของรัฐกับแกนนนำกลุ่มผู้เห็นต่างเท่าที่ควร โดยเฉพาะกระบวนการพูดคุยที่มีเป้าหมายของการร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธี จึงส่งผลให้มีกระแสแนวคิดเป็นการภายในของไทยว่า อาจจะมีความต้องการในการเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยของไทย เพื่อให้เกิดความหวังมากขึ้นในความคืบหน้ของกระบวนการพูดคุย ด้วยอาจมีความต้องการในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในกระบวนการพูดคุยระหว่างกันครั้งนี้ ในขณะที่ฝ่ายมาเลเซียซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขครั้งนี้ อยู่ในระหว่างการเลือกตั้งครั้งใหญ่ เพื่อหาผู้นำประเทศมาเลเซียอีกครั้งหนึ่ง

และผลของการเลือกตั้งใหญ่ของมาเลเซียล่าสุด ก็ทำให้มาเลเซียซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติสุขในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย ได้ ดร.มหาธีร์ เป็นผู้นำประเทศคนใหม่ที่เป็นผู้นำสำคัญของมาเลเซียครั้งหนึ่งในอดีต และยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงต่อการเมืองมาเลเซีย แม้ดร.มหาธีร์ ที่มีอายุถึง 93 ปีแล้วก็ตาม หากยุคคลผู้นี้ เป็นผู้ที่มีแนวคิดร่วมสมัย กล่าวคือเป็นผู้ซึ่งมีแนวคิดที่สืบต่อตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังเป็นผู้ที่มีแนวคิดก้าวหน้าไปในอนาคตอีกด้วย คุณลักษณะของ ดร.มหาธีร์ ดังกล่าว ทำให้บุคคลผู้นี้ เป็นผู้ที่มีบารมีของคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานของไทย ด้วยการผ่านการเมืองในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน ทำให้ ดร.มหาธีร์ รู้ตื้นลึกหนาบางบรรดาแกนนำเกือบทุกกลุ่มของผู้เห็นต่างจากรัฐไทย รวมทั้งเข้าใจดีของวิวัฒนาการความเป็นมา เป็นไปของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับกลุ่มความขัดแย้งทั้งหลายในพื้นที่แห่งนี้ เป็นอย่างดี

เหล่านี้เองจึงเป็นความหวังใหม่ๆ ที่รัฐกำลังคาดหวังถึงสันติสุขในพื้นที่ที่น่าจะเกิดขึ้นจริง และความหวังดังกล่าว ก็เริ่มบ่งบอกถึงความเป็นจริงมากขึ้น แม้จะเป็นความหวังอันเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ก็เป็นแสงแห่งความหวังที่กำลังทอแสงให้เห็นมากกว่าที่ผ่านมา โดยประเด็นแรกที่ ดร.มหาธีร์ ลงมือกระทำก็คือ การสั่งเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขคนใหม่ ในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดย ดร.มหาธีร์ ได้ลงนามแต่งตั้ง ตัน สรี อับดุล ราฮิม บิน โมห์ด นูร์ (Tan Sri Abdul Rahim bin Mohd. Noor) อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาเลเซีย เข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกความพูดคุยสันติสุขคนใหม่ แทน ดาโต๊ะ สรี อะหมัด ซัมซามิน ฮาซิม ซึ่งนายตัน สรี อับดุล ราฮิม ผู้นี้ เป็นผู้ที่รู้จักกลุ่มแกนนำของขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ของไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่ม บีอาร์เอ็น ซึ่งฝ่ายความมั่นคงของไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า ในขณะนี้เป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลตัวจริงในพื้นที่ ซึ่งกระบวนการพูดคุยภายใต้การนำของ พล.อ.อักษรา ที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏแกนนำตัวจริงของกลุ่มบีอาร์เอ็น เข้ามาร่วมในกระบวนการพูดคุยเท่าที่ควร

และด้วยเหตุผลความชื่อดังกล่าว ทำให้ นาย ตัน สรี อับดุล ราฮิม ต้องการปรับแนวทางใหม่ ด้วยการลดบทบาทของกลุ่ม “มารา ปาตานี” ลง และเพิ่มพื้นที่ให้กับ “กลุ่มบีอาร์เอ็น” มากขึ้นแทน หลังจาก นาย ตัน สรี อับดุล ราฮิม เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าทีมผู้อำนวยความสะดวกความพูดคุยสันติสุขไม่นาน นายตัน สรี อับดุล ราฮิม ได้นัดหมายแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นที่พำนักอยู่ในมาเลเซีย 5 กลุ่ม จำนวนประมาณ 20 คน เข้าพบ ณ สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย เพื่อหารือแนวทางการดำเนินกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขต่อไป แม้การประชุมครั้งนี้ นายดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนปอเนาะญิฮาด แกนนำกลุ่ม บีอาร์เอ็นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งฝ่ายความมั่นคงไทยเชื่อว่าเป็นผู้นำสูงสุดของบีอาร์เอ็นในปัจจุบัน จะไม่ได้เดินทางไปตามนัดก็ตาม หากแต่การหารือครั้งนี้ ย่อมส่งผลต่อกระบวนการพูดคุยระหว่ารัฐไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่างมากขึ้น และนั่นจะมีผลต่อสถาการณ์ในพื้นที่ที่น่าจะมีแนวโน้มไปในทางที่ดี กล่าวคือ สภาวะของสันติสุขมากขึ้น

ความหวังในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพครั้งใหม่นี้ มีความสดใสมากขึ้น โดยมีกำหนดการเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในปลายเดือน ต.ค. ของ ดรมหหาธีร์ ผู้นำคนใหม่ของมาเลเซีย หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของมาเลเซีย พร้อมวาระการพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีของไทยในหลายๆ ด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้น เป็นการหารือเรื่องแนวทางของกระบวนการสันติสุขในพื้นที่ จชต.ของไทย ที่จะต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ร่วมกัน ซึ่งยืนยันว่า รัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด และจะดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขอย่างต่อเนื่องต่อไป จนกว่ามาเลเซียจะประสบความสำเร็จร่วมไปด้วย ในฐานะคนกลางหรือประเทศผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของภูมิภาคนี้ และที่สำคัญคือ ผลสำเร็จดังกล่าวจะทำให้โลกได้รับรู้และชื่นชมมาเลเซียในเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ตามไปด้วย