รัก มีความเกี่ยวข้องกับ ‘พุทธศิลปะแห่งองค์พระ’ มาแต่อดีต โบราณจารย์และพุทธศาสนิกชนมักอาศัย ‘รัก’ เป็นองค์ประกอบในการจัดสร้างพระพุทธรูป พระบูชา พระเครื่อง รวมทั้งเครื่องรางของขลัง ดังที่ปรากฏในงานประเภท ‘ลงรักปิดทอง’ เป็นต้น สืบเนื่องจาก “รัก” จะมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถรักษาเนื้อและสภาพขององค์พระให้สมบูรณ์แม้จะผ่านกาลเวลาเนิ่นนาน และยังเป็นตัวกลางที่จะยึดแผ่นทองที่นำมาติดองค์พระให้ติดแน่นทนนาน จากคติความเชื่อในคัมภีร์มหาปุริษลักขณะว่า องค์พระผู้มีพระภาคผู้เป็น “มหาบุรุษ” นั้น มีพระฉวีหรือผิวพรรณเป็นทองคำ ซึ่งอาจจะใช้กรรมวิธี “จุ่มรัก หรือชุบรัก” ซึ่งหมายถึง การนำพระทั้งองค์จุ่มลงไปใน "รักดิบ" หรือ "ยางรัก" แล้วผึ่งให้แห้ง บางครั้งเมื่อผึ่งองค์พระพอแห้งหมาดๆ ก็จะนำทองคำเปลวมาติดเป็นพุทธบูชา จะสามารถติดได้แน่นสนิทสวยสดงดงาม หรือบางองค์เพียงรักษาองค์พระในลักษณะ “รักน้ำเกลี้ยง” นอกจากนี้ยังมีคณาจารย์บางท่านนำยางรักมาผสมกับผงใบลาน หรือผงทอง หรือไม่ก็ไม้มงคลต่างๆ ซึ่งนำมาเผาแล้วบดละเอียดผสมลงไป เราเรียกว่า "รักสมุก" ซึ่งนิยมใช้กับพระพุทธรูปและพระเครื่อง

ต้นรัก

เป็นที่น่าแปลกใจที่ "พระแท้" เท่าที่พบโดยเฉพาะพระเครื่อง พระปิดตา และเครื่องรางประเภทตะกรุด ลูกอมของเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังนั้น มักยึดหลักการดู "รัก" เป็นส่วนใหญ่ จากความพยายามค้นและคว้ามานั้นพบว่าพระคณาจารย์ตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่ที่สร้างพระเครื่องและของขลังพากันใช้ "รักจีน" ซึ่งเป็นรักที่มีคุณภาพสูงเป็นหลัก ถึงขนาดนำเข้าจากประเทศจีนทีเดียว แต่หลังจากนั้นทางประเทศจีนงดการส่งออกรัก ต้องใช้รักในท้องถิ่นแถบเอเชีย อาทิ รักไทย รักพม่า รักลาว และรักกัมพูชา ซึ่งมีคุณสมบัติด้อยกว่าและยางรักไม่บริสุทธิ์เหมือนรักจีน ความนิยมในการลงรักจึงน้อยลงไป

พระสมเด็จวัดระฆังจุ่มรักน้ำเกลี้ยง

เมื่อดูจากบริบททางประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า การนิยมศิลปะจีนในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 5 จุดที่น่าสังเกตคือ บรรดาคณาจารย์ที่ใช้ "รักจีน" นั้นล้วนแต่เป็นผู้เกี่ยวข้องเป็นอาจารย์ของบรมวงศานุวงศ์หรือชนชั้นสูงในระยะนั้นแทบทั้งสิ้น เช่น เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง และ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เป็นต้น

พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน จุ่มรักปิดทอง

พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เนื้อผงคลุกรัก

ตะกรุดชักเชือกจุ่มรัก

ดังนั้นการจำแนก "รักจีน" จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณา “พระแท้” เพราะคุณสมบัติของ "รักจีน" แตกต่างจาก "รักไทย" ดังนี้

- รักจีนมีสีน้ำตาลอมแดง ส่วนรักไทยสีดำสนิท
- รักจีนจะมีความบริสุทธิ์ของยางรักมากกว่ารักไทย จะไม่ปนเปื้อนด้วยเศษไม้หรือเป็นฟองพรุนของอากาศ
- เนื้อรักไทยจะแห้งตัวสม่ำเสมอ ไม่หดตัวเป็นริ้วคลื่น อันส่งผลให้เมื่อล้างรักแล้วจะไม่เกิดการแตกลายงา
- รักจีนมีคุณสมบัติพิเศษคือ แห้งเร็ว ดังนั้นจะพบพระเครื่องบางองค์ "จุ่มรัก" หลายครั้ง ซึ่งหากเป็นรักไทยจะไม่พบการจุ่มเป็นชั้นๆ
- เนื้อของรักจีนจะมีความละเอียดเหนียวกว่า และละลายตัวในเมทิลแอลกอฮอล์เร็วกว่ารักไทย
- รักจีนจะมีอายุคงทนยาวนานมาก จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบจะเห็นเครื่องโต๊ะและเครื่องราชกกุธภัณฑ์หลายประเภทของจีนมีอายุนับพันปี ใช้ยางรักชุบทาเคลือบไว้ ส่วนรักอื่นๆ นั้นมีอายุไม่ยาวนานเท่ารักจีน มักจะเกิดการบวมและปริร่อนเป็นแผ่นใหญ่ โดยรักไทยจะปริจากภายนอกเข้าหาภายใน ส่วนรักจีนหากเกิดการปริไม่ว่าจะโดยอายุหรือการใช้สารเคมี จะปริจากภายในออกสู่ภายนอก ในกรณีตรวจสอบรักจีนเก่า จะพบว่าไม่ดูดซึมน้ำ หากเป็นรักอื่นน้ำจะค่อยๆ ซึมลงตามรอยปริเล็กๆ (ซึ่งอาจจะเกิดจากการจุ่มรักหลายชั้น)

หลวงปู่บุญ พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่ เนื้อผงยาจุ่มรัก

ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับพระเครื่องลงรักนั้นก็คือ จะมีอายุในราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น และจะไม่นิยมลงรักในพระเนื้อดิน ส่วนคราบที่เรียกว่า "รารัก" นั้น ความจริงคือ "รา" อันเกิดจากวัชพืชที่อาศัยเนื้อพระ (โดยเฉพาะพระเนื้อดิน) ที่มีความชื้นพอเหมาะ ทำให้เชื้อรานั้นเจริญเติบโต ไม่ใช่เกิดจากรักแต่อย่างใด ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่แสดงว่ารักนั้นมีความสำคัญกับงานพุทธศิลปะอย่างยิ่งครับผม

โดย ราม วัชประดิษฐ์
www.arjanram.com