หลายๆ คน คงไม่คุ้นกับคำว่า ‘เขามอ’ ถ้าได้ไปวัดเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ อาทิ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม วัดราชคฤห์ วัดประยุรวงศาวาส หรือที่องค์พระปฐมเจดีย์ เมืองนครปฐม ฯลฯ จะได้เห็นรมณียสถานที่มีลักษณะคล้ายภูเขา ประกอบด้วย พันธุ์ไม้ สายน้ำ ศาสนสถานและศาสนวัตถุต่างๆ ภายในอาณาบริเวณที่ตกแต่งได้อย่างสวยงามลงตัว นั่นแหละเขาเรียก “เขามอ”

"เขามอ" หมายถึง ภูเขาจำลองที่ก่อขึ้นจากหินจนมีรูปทรงคล้ายคลึงกับภูเขา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ‘เขามอขนาดเล็ก’ ที่ประดับอยู่ในกระถาง ซึ่งเป็นศิลปะการจัดสวนแบบหนึ่งคู่กับการเล่นไม้ดัด และ ‘เขามอขนาดใหญ่’ ซึ่งก่อลงบนพื้นดินหรือกลางสระน้ำ จัดให้มียอดเขาสูงลดหลั่นตามลำดับเป็นซุ้มคูหา ใช้ประดับตกแต่งพระอารามและพระราชอุทยาน โดยได้รูปแบบมาจาก “การจัดสวนกระบวนจีน” ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคติความเชื่อเรื่อง “จงกั๋ว” หรือ “จงกว๋อ” ของปรัชญาจีนโบราณ เป็นการจำลองธรรมชาติและจักรวาล ที่มีพระจักรพรรดิ คือ “ฮ่องเต้” เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรือง

องค์ประกอบต่างๆ ของ “การจัดสวนกระบวนจีน” ได้รับการออกแบบอย่างผสมกลมกลืนตามคติความเชื่อเรื่อง “หยินหยาง” ของลัทธิเต๋า คือ ความมีสมดุลและพลวัตรทางธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล มี ภูเขา เจดีย์ เก๋งจีน ลำธาร น้ำตก สัตว์นานาชนิด และพรรณไม้มงคลต่างๆ เช่น บัวหลวง (มิตรภาพ สันติภาพ และการรวมกันอยู่อย่างสันติสุข) ต้นกล้วย (ความทะเยอทะยานใฝ่รู้ ความอุดมสมบูรณ์) ฯลฯ ตามที่เชื่อกันว่า การจัดสวนจำลองให้งดงามและมีความสมดุล สามารถส่งผลต่อความเป็นไปของโลกภายนอกและความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองได้

นอกจากนี้ การสร้าง “เขามอ” ยังได้แนวคิดมาจากพุทธปรัชญาและปรัชญาตะวันออก ที่แฝงด้วยความหมายทางอภิปรัชญาและคติความเชื่อทางศาสนาอันลึกซึ้ง โดยสันนิษฐานว่า “เขามอ” สร้างขึ้นตามคติความเชื่อของอินเดียโบราณ เรื่อง “การจำลองจักรวาล” เป็นการจำลอง “เขาพระสุเมรุ” หรือ “สิเนรุราชบรมพรรพต” ศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง

เขามอก่อด้วยหินเป็นยอดเขาสูง ยอดบนสูงมักเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพทางศาสนา เช่น พระสถูปเจดีย์จำลอง พระพุทธปรางค์ ศาลจำลอง และพระมหาปราสาท เป็นต้น ซึ่งสื่อความหมายถึงยอดเขาพระสุเมรุที่สถิตของท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์ ราชาแห่งทวยเทพ ซึ่งมีหน้าที่ปกปักรักษาพระพุทธศาสนา หากมีการประดิษฐานพระสถูปเจดีย์จำลอง จะหมายถึง จุฬามณีเจดียสถาน พระเจดีย์ที่บรรจุพระจุฬาโมลี (มวยผม) และพระทาฐธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เขามอมีการก่อภูเขาให้มีลักษณะคดเคี้ยว วกวน คล้ายเขาวงกต เปรียบได้กับภูเขาวงแหวน 7 ชั้น หรือ “เขาสัตตบริภัณฑ์” ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ คือ ยุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัสนะ วินตกะ และอัสกัณ

เขามอตั้งอยู่กลางสระน้ำ เปรียบได้กับ มหานทีสีทันดร หรือ “มหาสมุทรจักวาล” ซึ่งคั่นอยู่ระหว่าง “เขาสัตตบริภัณฑ์” มีศาลารายประจำทั้ง 4 ทิศ รียบได้กับทวีปทั้ง 4 ซึ่งประกอบด้วย อุตรกุรุทวีป บุพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และชมพูทวีป ส่วนเชิงเขามอที่ปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ เปรียบได้กับ “ป่าหิมพานต์” ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ

ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น มีความนิยมสร้าง “เขามอ” กันอย่างแพร่หลายทั่วทั้งราชอาณาจักร ยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้นนับเป็นยุคทองของการสร้างเขามอ ด้วยพระองค์โปรดการเล่นไม้ดัดและการก่อเขามอเพื่อประดับตกแต่งพระราชอุทยาน โดยเฉพาะ “สวนขวา” ให้มีความงดงามและน่ารื่นรมย์ และมีพระราชประสงค์ให้ปรากฏพระเกียรติยศไปในนานาประเทศว่า ราชอาณาจักรสยามได้กลับมาเข้มแข็ง มั่นคง มีความสงบสุข รุ่มเย็น และเจริญรุ่งเรืองเช่นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาในอดีต

ล่วงถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว “เขามอ” มิได้จำกัดอยู่เพียงเป็นองค์ประกอบของพระราชอุทยานส่วนเดียว หากแต่ได้มีการสร้าง ‘เขามอ’ ขึ้นภายในพระอาราม เพื่อเป็นการจรรโลงพระศาสนาด้วย ซึ่งนอกจากจะทรงมุ่งหวังให้ “เขามอ” ที่สร้างขึ้นตามพระอารามต่างๆ เป็นศิลปกรรมงดงามตามพระราชนิยมแล้ว ยังมีพระราชประสงค์ให้เป็นรมณียสถานอันร่มรื่นที่ดึงดูดพุทธศาสนิกชนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศแห่งควมสงบร่มเย็น มีโอกาสได้เข้าวัดทำบุญประกอบกุศลกรรม และสดับพระธรรมเทศนา อันเป็นพระราชดำริอันแยบคายในการจรรโลงรักษ์พระศาสนาให้คงอยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์สืบไป

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเล่นก่อ “เขามอ” กลายเป็นที่นิยมกันในหมู่เจ้านายตามพระราชวังและวังเจ้านาย มีการสร้างเขามอทั้งแบบสวนถาดและแบบสร้างบนพื้นดิน เพื่อประดับสวนเป็นพระเกียรติยศ เช่นที่ สวนแง่เต๋ง (แปลว่า สีงา) พระราชวังดุสิต, วังปารุสกวัน และวังบางขุนพรหม ครับผม

โดย ราม วัชรประดิษฐ์