ยูร กมลเสรีรัตน์
k_yoon_w_c@hotmail.com

กุหลาบ สายประดิษฐ์(ศรีบูรพา)

ถ้าเอ่ยถึงนวนิยายอมตะกินใจเรื่อง “ข้างหลังภาพ”ของศรีบูรพา น้อยคนจะไม่รู้จัก นวนิยายเล่มเล็ก ๆ นี้ ซึ่งสร้างความประทับใจมาหลายยุคหลายสมัย นวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ”ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวันฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2479 นับจนถึงวันนี้ “ข้างหลังภาพ” มีอายุย่าง 81 ปีแล้ว แต่นวนิยายเรื่องนี้ไม่เคยล้าสมัย หากอยู่เหนือสมัย เหนือกาลเวลา อ่านเมื่อไหร่ก็ยังทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งในแง่ประเทืองอารมณ์และประเทืองปัญญา มีการพิมพ์ซ้ำมาทุกยุคทุกสมัยมากกว่า 40 ครั้ง ยังไม่นับที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีน

ความอมตะกินใจของนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ทำให้ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้งและต่างยุคต่างสมัย สร้างครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2528โดยผู้กำกับชื่อดัง-เปี๊ยก โปสเตอร์ ก็สร้างความประทับใจแกผู้ชม อีกเกือบ 20 ต่อมาคือเมื่อปีพ.ศ. 2544 สร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งที่สองโดย เชิด ทรงศรี โดยผู้กำกับชื่อดังในยุคต่อมา ในนามเชิดไชยภาพยนตร์(ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมชเป็นผู้ตั้งชื่อให้) ก็สร้างความตราตรึงใจให้แก่ผู้ชมเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังนำไปสร้างเป็นละครเวที ในรูปแบบละครเพลง ภายใต้ชื่อว่า“ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิคัล”เมื่อปี พ.ศ. 2551 เปิดทำการแสดงที่ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ กำกับการแสดงโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2551 เป็นจำนวนถึง 49 รอบ ปี พ.ศ. 2558 นวนิยายเรื่อง“ข้างหลังภาพ” ได้รับการดัดแปลงเป็นละครบรอดเวย์ในชื่อว่า "Waterfall" โดยริชาร์ด มาลท์ บี จูเนียร์ เปิดทำการแสดงระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2558 ณ โรงละครเดอะพาซาดีน่า เพลย์เฮาส์

“ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก”

ประโยคที่เป็นวรรคทองนี้ หลายคนต่างก็จำได้ว่า เป็นประโยคสุดท้ายของม.ร.ว.กีรติที่เขียนลงในกระดาษก่อนสิ้นใจ เพราะไม่มีเรี่ยวแรงจะพูด เพื่อสื่อสารกับนพพร ชายที่ตนรักไม่เสื่อมคลาย หากคำพูดอีกประโยคก่อนหน้านี้ที่บาดลึกความรู้สึกก็คือ...

“ความรักของเธอเกิดขึ้นที่นั้น แล้วก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่งยังรุ่งโรจน์ในร่างที่กำลังจะแตกดับ”

นวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” แม้ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก หากเปี่ยมไปด้วยวรรณศิลป์ ทั้งในแง่เนื้อเรื่อง กลวิธี และคุณค่าที่ส่งผ่านออกมาจากนวนิยาย ดังที่ หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ นักเขียนและนักวิจารณ์รุ่นครู ได้กล่าวสรุปในท้ายบทวิจารณ์เรื่อง “ข้างหลังภาพ” ว่า...

“ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า นวนิยายเรื่องนี้เป็นวรรณศิลปกรรมอันหนึ่ง ถึงแม้ภาษาจะมีข้อบกพร่องบ้าง แต่เป็นข้อบกพร่องของระยะพัฒนาการร้อยแก้วซึ่งเป็นเครื่องมือใหม่ของวรรณคดีไทย และถึงแม้จะมีข้อบกพร่องด้านอื่นบ้างดังที่ได้ชี้ไว้ แต่นวนิยายเรื่องนี้แสดงถึงความตั้งใจสร้างศิลปะ มีความบรรจงในการเรียบเรียง และมีความละเมียดละไมเชิงอารมณ์ สารที่ส่งออกมาจากนวนิยายนั้นมิใช่ชนิดที่ปราศจากความหมายต่อชีวิต และมิใช่ชนิดที่ไม่นำพาต่อกลศิลป์”

กุหลาบ สายประดิษฐ์ เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2448 บิดาชื่อนายสุวรรณ เป็นเสมียนเอกที่กรมรถไฟ มารดาชื่อนางสมบุญ พื้นเพมาจากครอบครัวชาวนา ภายหลังประกอบอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นอาชีพ พี่สาวชื่อ จำรัส เข้าเรียนชั้นประถม 1 ที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง โดยบิดาเป็นผู้คอยสอนหนังสือให้ลูกชายก่อนเข้าโรงเรียน นายสุวรรณพอพูดภาษาอังกฤษได้ เนื่องจากผู้จัดการที่กรมรถไฟเป็นฝรั่ง  เกี่ยวกับเรื่องนี้กุหลาบ สายประดิษฐ์คงจะได้อิทธิพลเรื่องภาษาอังกฤษมาจากบิดาบ้าง

เมื่อจบชั้นประถม 4 เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนทหารเด็ก ของกรมหลวงนครราชสีมา ซึ่งสอนวิชาทหารและวิชาทั่วไป เพื่อฝึกเป็นทหารรักษาวัง เมื่ออายุได้ 6 ขวบ บิดาได้ล้มป่วยและเสียชีวิตขณะมีอายุเพียง 35 ปี มารดาจึงรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าและส่งพี่สาวไปฝึกเล่นละครรำและละครร้อง เพื่อช่วยหาเงินส่งเสียให้กุหลาบ สายประดิษฐ์เรียนหนังสือ

หลังจากเรียนที่โรงเรียนเด็กทหารได้ 2 ปี มารดาสงสารลูกชายที่เห็นยืนเฝ้ายามแบบทหาร จึงเอาออกจากโรงเรียนและย้ายไปอยู่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ โดยเริ่มเรียนชั้นมัธยม 2 จนจบชั้นมัธยม 8 ในปีพ.ศ. 2468 และสอบได้ธรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในปีพ.ศ. 2486

ความสนใจในการเขียนและแววของการเป็นนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ ปรากฏให้เห็นระหว่างที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม 6 เมื่อปีพ.ศ. 2465 ขณะมีอายุ 17 ปี ได้ทำหนังสือในชั้นเรียนชื่อ“ศรีเทพ” ร่วมกับหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์,สด กูรมะโรหิต และเพื่อนคนอื่น ฯลฯ หนังสือที่ทำเป็นตัวพิมพ์ดีด และเขียนลงหนังสือ“ศรีเทพ” ใช้นามปากกา “ดาราลอย” ในปีต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น“เทพคำรน” และเปลี่ยนเป็น “ศรีสัตตคารม” ตามลำดับ

หลวงสำเร็จวรรณกิจ(บุญ เสขะนันท์) ซึ่งเป็นครูวิชาภาษาไทยให้การสนับสนุนและเขียนเรื่องมาลงด้วย นอกจากนี้ยังอนุญาตให้เอาหนังสือติดผนังห้องเรียนให้เพื่อนร่วมชั้นได้อ่านกัน ใน เวลาต่อมา เมื่อมีฝีมือแก่กล้าขึ้น ได้เขียนบทกวีและเขียนเรื่องจากภาพยนตร์ ส่งไปลงหนังสือพิมพ์ภาพยนตร์สยามและฉันทราบหมด ใช้นามปากกาต่าง ๆ กันคือ ดาราลอย,แก้วกาญจนา,ส.ป.ด. กุหลาบ,นางสาวโกสุมภ์,หนูศรี,ก. สายประดิษฐ์,นายบำเรอ และ หมอต๋อง

ในช่วงเรียนชั้นมัธยม 8 กุหลาบ สายประดิษฐ์ไปสมัครทำงานที่โรงเรียนรวมการสอนและสำนักรวมการแปลของนายแตงโม จันทวิมพ์ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษภาคค่ำอยู่ ได้พบกับนักเขียนรุ่นพี่ชื่อโกศล โกมลจันทร์(เดิมชื่อ บุญเติม) เจ้าของนามปากกา “ศรีเงินยวง” เป็น ผู้จัดการอยู่ที่สำนักทั้งสองแห่งนี้ เป็นนักเขียนกลอนลำตัด-นักแปลที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นและ เป็นผู้เริ่มใช้นามปากกาที่มีคำว่า “ศรี” นำหน้า

ที่สำนักแห่งนี้ “ศรีเงินยวง”จะตั้งนามปากกาให้ลูกศิษย์ทุกคนโดย ขึ้นต้นด้วย“ศรี” กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในวัย 18 ปี จึงฝึกการประพันธ์อยู่ที่สำนักพิมพ์แห่งนี้ นอกจากความใฝ่ฝันที่อยากเป็นนักประพันธ์แล้ว ต้องการหารายได้จากงานเขียนไปจุนเจือครอบครัว ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน หลังบิดาเสียชีวิต นามปากกา“ศรีบูรพา” เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเป็นปฐมฤกษ์ โดยเขียนบทความชื่อ “แถลงการณ์”ลงในหนังสือพิมพ์“ทสวารบรรเทิง” เมื่อปีพ.ศ. 2466

อ่านย้อนหลัง

อ่านต่อนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/44710
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/45419
อ่านตอนที่ 3https://siamrath.co.th/n/46335
อ่านตอนที่ 4 https://siamrath.co.th/n/47196
อ่านตอนที่ 5 https://siamrath.co.th/n/47952
อ่านตอนที่ 6 https://siamrath.co.th/n/48765