ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ผู้เขียนได้รับโอกาสจาก “มูลนิธิศักยภาพชุมชน” เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งจากภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ โดยเฉพาะตัวแทนพี่น้องจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทั่งในที่สุดนำไปสู่การจัดตั้ง “คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย (Thailand ASEAN Grassroots Committee)” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 โดยเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาสังคม 21 องค์กร เพื่อเป็นกลไกของภาคประชาสังคมในการผลักดันประเด็นของประชาชนให้เกิดการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกอาเซียน

ทิศทางและการขับเคลื่อนของ คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย เป็นการขยับเคลื่อนที่น่าสนใจและน่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะแม้จะเป็นการส่งเสียงจากกลุ่มคนตัวเล็กๆ แต่เป็นกลุ่มที่มีเครือข่าย ลงมือทำงานจริง รับรู้สถานการณ์จุดอ่อน-จุดแข็งด้วยได้ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับชุมชนมาโดยตลอด ได้ติดตาม “การเดินทางของอาเซียน” มาพอสมควร มากบ้าง น้อยบ้าง ตามจังหวะโอกาสและบริบทแวดล้อม

ประเด็นสำคัญ เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็น “ประธานอาเซียน” ใน พ.ศ.2562 คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย จึงได้มีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอให้รัฐบาลไทย ผ่านทางหน่วยงานรับผิดชอบ 2 หน่วย คือ กระทรวงต่างประเทศ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

การร่วมระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย ได้สรุปข้อเสนอต่อ กระทรวงต่างประเทศ ในประเด็นสำคัญ คือ 1.ตามวาระที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปีหน้า จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำของประเทศไทยจะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ในวาระที่รับมอบตำแหน่งประธานอาเซียนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องให้คำมั่นต่อประชาคมอาเซียนว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2562

2.ภาคประชาสังคมมีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาธรรมาภิบาลข้ามพรมแดน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก อันเป็นผลมาจากการลงทุนที่ขาดธรรมาภิบาล จึงเสนอให้รัฐบาลอาเซียนคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการลงทุนทุกโครงการในประเทศสมาชิกอาเซียน 3.ภาคประชาสังคมอาเซียนเห็นด้วยกับหลักการของประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ที่ให้การรับรองว่าประชาชนจะเป็นศูนย์กลางการพัฒนา จึงขอเสนอให้รัฐบาลอาเซียนพิจารณากลไกในการที่จะผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 4.ตามอำนาจหน้าที่ของ AICHR เสนอให้มีการทบทวน TOR ทุกๆ 5 ปี ในปี 2562 จะครบวาระ 10 ปีของ AICHR จึงขอเสนอให้รัฐบาลไทยหยิบยกเรื่องการทบทวน TOR ของ AICHR ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อให้เกิดการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็ง รายละเอียดของการทบทวน อำนาจหน้าที่ของ AICHR ภาคประชาสังคมนำเสนอในโอกาสต่อไป อาทิ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา ซึ่ง AICHR ไม่มีท่าทีที่เหมาะสมต่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงญา

นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการอาเซียนรากหญาทั้ง 21 องค์กร ยังได้ยื่นหนังสือถึง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรียกร้องเรื่อง 1.ตามวาระที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปีหน้า จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำของประเทศไทยจะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ในวาระที่รับมอบตำแหน่งประธานอาเซียนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องให้คำมั่นต่อประชาคมอาเซียนว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 2.ภาคประชาสังคมมีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาธรรมาภิบาลข้ามพรมแดน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก อันเป็นผลมาจากการลงทุนที่ขาดธรรมาภิบาล จึงเสนอให้รัฐบาลอาเซียนคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลในการลงทุนทุกโครงการในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยยึดหลักการ ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน 3.ภาคประชาสังคมอาเซียนเห็นด้วยกับหลักการของประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศที่ให้การรับรองว่าประชาชนจะเป็นศูนย์กลางการพัฒนา จึงขอเสนอให้รัฐบาลอาเซียนพิจารณากลไกในการที่จะผลักดัน ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

4.ข้อเสนอต่อคณะกรรมการอาเซียนเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิสตรีและเด็ก (ACWC) ประกอบด้วย ก) ACWC ได้จัดทำเอกสารสำคัญว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี (EVAC and EVAW) และแผนปฏิบัติการภูมิภาค (RPA) ตั้งแต่ปี 2015 แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักและยังไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะต่อผู้หญิงชนเผ่า ผู้หญิงในพื้นที่ความขัดแย้ง และกลุ่มหลากหลายทางเพศ คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทยเสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดเวทีสาธารณะ เพื่อเผยแพร่เอกสารสำคัญเหล่านี้และนำไปสู่การปฏิบัติโดยกลุ่มต่างๆ ข) ให้มีกลไกการรับเรื่องร้องเรียนเพื่อสนับสนุนอำนาจหน้าที่ของ ACWC ในการรวบรวมข้อมูลและติดตามกรณีการละเมิดต่อสตรีและเด็กในภูมิภาคอาเซียนโดยทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมต่างๆ การติดตามกรณีการละเมิดดังกล่าวสามารถบรรจุไว้ในรายงานเงาภาคประชาสังคม CEDAW และ CRC ได้ และ ค) เพื่อให้การทำงานของ ACWC เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงควรสนับสนุน ACWC อย่างเพียงพอทั้งในเรื่องงบประมาณการทำงานและบุคคลากร โดยอาจให้มีเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มเวลาเพื่อสนับสนุน ACWC โดยอาจจะให้มีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับกลไกของสหประชาชาติที่ให้มีผู้ช่วย ของ ACWC หนึ่งคนในระดับภูมิภาค เพื่อหนุนเสริมให้สถาบัน ACWC เข้มแข็งและสามารถรับเงินสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างประเทศได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้า 21 องค์กรประกอบด้วย 1.สมาคมเพื่อการพัฒนาสิทธิมนุษยชนและสิทธิผู้หญิง 2.โครงการเพื่อผู้สูงอายุ forOldy 3.เครือข่ายกระเหรี่ยงและวัฒนธรรม 4.เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม 5.สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล 6.เดอะ อีสาน เรคคอร์ด 7.สมาคมครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดพัทลุง 8.กลุ่มหัวใจเดียวกัน 9.เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ 10.PRO RIGHTS 11.เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส) 12.กลุ่มเยาวชนศีขรภูมิ 13.ชุมชนวิถีไท จังหวัดนครศรีธรรมราช 14.ชาติพันธุ์ม้ง ตาก 15.ตัวแทนอูรักษ์ลาโว้ย 16.เครือข่ายชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ 17.มูลนิธิศักยภาพชุมชน 18.กลุ่มเทใจให้เทพา หยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน 19.คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 20.ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) 21.ตัวแทนคนพิการรักสุขภาพ

เป้าหมายการเคลื่อนไหวครั้งนี้ คณะกรรมการอาเซียนรากหญ้าประเทศไทย ต้องการแสวงหาความร่วมมือในการทำงาน เพื่อพัฒนาสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาตามหลักธรรมภิบาลจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจ น่าจะก่อประโยชน์ให้แก่ชุมชนสังคมได้ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนอกจากเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบแล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมหลายประการที่มีผลยึดโยงต่อความเป็นประชาคมอาเซียนอีกด้วย อย่างน้อยทั้งเรื่อง แรงงานข้ามชาติ (พม่า จีนฮ่อ ฯลฯ) การจัดสรรทรัพยากร ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่มีความแนบชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสายสัมพันธ์ของความเป็น “โลกมลายู”