สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัด “การสัมมนาขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศไทย” ขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2561 ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน กับยุทธศาสตร์ต่างๆของการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ร่วมกันในอนาคต

ยุพิน ธรรมศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวถึงพันธกิจหลักของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสดช. ว่าสดช.ได้จัดตั้งขึ้นมาในปี พ.ศ. 2560 เพื่อปฏิบัติตามพันธกิจหลัก 4 ด้านด้วยกันคือ 1.กำหนดทิศทางและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ 2.ส่งเสริมการบูรณาการทุกภาคส่วน 3.วางรากฐานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ 4.ส่งเสริมให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้การขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายของรัฐบาล จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือ และการดำเนินการที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของทุกภาคส่วน ทางสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. จึงได้จัดการ“สัมมนาขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศไทย” เพื่อให้ผู้ร่วมสัมมนาได้ทราบถึง แนวนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการขับเคลื่อนเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560 ในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อก้าวทันยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีดิจิทัลดิจิทัลไปด้วยกัน

“คนึงนิจ คชศิลา” ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวในตอนเปิดงานว่าการจะขับเคลื่อนดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0ได้นั้นจะอาศัยแต่เพียงภาครัฐฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในภาคเอกชนซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักโดยมีหน่วยราชการเป็นผู้สนับสนุนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกฎระเบียบเพื่อให้เอื้อกับการพัฒนา เพราะทุกวันนี้ระบบเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากการปรับตัวเพื่อนำระบบดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสดช.จึงต้องพยายามทำโครงสร้างทั้งหมดเพื่อให้ตอบสนองกับทุกภาคส่วนของประเทศ

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ของการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะแบ่งเป็น 6 ด้าน ดังนี้ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงระบบดิจิทัลด้วยค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรม หรืออย่างอินเตอร์เน็ตประชารัฐ รวมถึงการที่สดช.ได้เข้าไปส่งเสริมให้มีฟรีไวไฟ ตามโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน การศึกษานอกโรงเรียน วิทยุชุมชน เพื่อให้ประชาชนในชนบทได้สามารถนำอินเตอร์เน็ตตรงนี้ไปใช้ในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆทั้งเรื่องของอาชีพการงาน หรือด้านสุขภาพเป็นต้น 2.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลนี้จะส่งผลกับภาคเศรษฐกิจชัดเจนกว่าด้านสังคม ทั้งนี้เราจำเป็นต้องมีระบบโครงข่ายที่เสถียร และมีความเร็วสูงกว่าปกติ ซึ่งตรงนี้ทางบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัดได้เข้าไปวางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะไกล ในเมืองสำคัญอย่างภูเก็ต เชียงใหม่เพื่อรองรับระบบ IOTต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ทางสดช.ได้พยายามส่งเสริมการทำธุรกิจทางดิจิทัลให้เผยแพร่มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกับ Startup 3.ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยระบบดิจิทัล ซึ่งตรงนี้เราได้พยายามทำงานร่วมมือกับในหลายๆกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข หรือศึกษาธิการ โดยสดช.ได้นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปช่วยในการขับเคลื่อนในทุกด้านเพื่อยกระดับให้เป็นสากล

4.ระบบฐานข้อมูลภาครัฐที่เรารู้จักกันคือ Big Data ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลสำคัญของทุกกระทรวงเข้าด้วยกันให้ได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ 5.เรื่องการพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้ตอบรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามา ตรงนี้นอกจากข้าราชการเองแล้วประชาชนเองก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองให้เข้าสู่การเป็นสังคมดิจิทัลด้วยซึ่งสดช.เองได้เข้าไปให้ความรู้เพื่อเพิ่มทักษะให้ประชาชนรู้จักใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และเกิดประโยชน์ และยุทธศาสตร์สุดท้ายสำคัญที่สุดคือเรื่องความเชื่อมั่น โดยเราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งต้องยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีอะไร 100%แต่เราก็ต้องพยายามปกป้องประชาชนจากภัยในโลกไซเบอร์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้เราก็ได้พยายามทำอยู่ ทั้งหมดนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราขาดความร่วมมือจากทุกๆภาคส่วน จึงหวังว่าเราจะได้รับความร่วนมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆในการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0ไปด้วยกัน