และแล้วคดีกรุงไทยก็ได้เดินมาถึงจุดที่ คนในครอบครัว “ชินวัตร” และสมาชิกพรรคเพื่อไทยรอคำตอบ ว่าทิศทางจะออกมาในรูปใด เมื่อล่าสุดมีคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง “พานทองแท้ ชินวัตร” ในคดีฟอกเงิน 10 ล้านบาท !

สืบเนื่องจาก พานทองแท้ บุตรชายคนโตของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงินปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยกับกฤษฎามหานคร โดยเป็นคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนไว้เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2561 กล่าวหา นางเกศินิ จิปิภพ ผู้ต้องหาที่ 1 นางกาญจนาภา หงส์เหินผู้ต้องหาที่ 2 นายวันชัย หงษ์เหิน ผู้ต้องหาที่ 3 และพานทองแท้ ร ผู้ต้องหาที่ 4 ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน

ในสำนวนคดีนี้ ได้แบ่งเงินเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือรับโอนเช็ค 26 ล้านบาท และส่วนที่ 2 คือรับโอนเช็ค 10 ล้านบาท

ทั้งนี้ อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 มีคำสั่งฟ้องพานทองแท้ ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน ที่มีการรับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท โดยฟ้องเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปี 2542 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5 ปี 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 ปี 2526

จากนั้น อัยการก็ได้นำตัวพานทองแท้ไปยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ใน วันเดียวกัน

แน่นอนว่าการมาปรากฎตัวของพานทองแท้ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่เช้าตรู่เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ย่อมห้อมล้อมไปด้วยคนในครอบครัวชินวัตร ที่นำโดย “คุณหญิงอ้อ” คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และบรรดาแกนนำจากพรรคเพื่อไทย จึงทำให้บรรยากาศที่หน้าสำนักงานอัยการสูงสูดครั้งนิ้ไม่เงียบเหงา อีกทั้งเป็นการแสดงให้เห็นว่าชินวัตรคนสุดท้ายที่ติดบ่วงคดีความนั้นเลือกที่จะไม่เดินตามรอย ผู้เป็นพ่อ และ อาอย่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพานทองแท้ ยังอยู่ในห้วงที่สามารถต่อสู้ในทางคดีต่อไปได้ เพราะคดียังไม่สิ้นสุด และสอง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้กำลังเปิดหน้าสู้ศึกทางการเมือง ด้วยการผุดพรรคขนาดเล็กสารพัดพรรคเพื่อรองรับ หากเกิดรายการ “ยุบพรรค” กันขึ้นมาในวันข้างหน้าจริง

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยวันนี้ แม้จะอยู่ในมุมที่อับแสง แต่การที่จะให้หยุดเคลื่อนไหว โดยไม่แสดงอาการตอบโต้ ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ย่อมจะมีทางเสียเปรียบ อย่างน้อยที่สุดคือขวัญ กำลังใจที่ทักษิณ พยายามส่งสัญญาณปลุกเร้าข้ามประเทศ อย่างต่อเนื่อง

ทั้งการเปิดโอกาสให้แกนนำพรรค เดินทางไปพบที่เกาะฮ่องกง และประเทศญี่ปุ่นเพื่อหารือถึง “ทางรอด” ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในต้นปีหน้า 2562 แต่ทว่าในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า คดีกรุงไทย คือคดีที่เขย่าขวัญทั้งพานทองแท้และตัวทักษิณ มาโดยตลอด ด้วยความหวั่นไหวและยิ่งคดีมีความชัดเจนในห้วงเวลาที่ทักษิณ เองกำลังเร่งจัดทัพทั้งทัพใหญ่ไปจนถึงทัพเล็ก หากจะบอกว่าไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงส่งผลกระทบกันก็คง ไม่ถูกเสียทีเดียว !