นานมากแล้ว ที่ผู้คนมักกล่าวกันว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม เรามีสินค้าเกษตรกรรมเป็นสินค้าออก สินค้าออกที่เชิดหน้าชูตามชาวไทยมาตลอดคือ “ข้าว” และจำนวนประชากรในภาคการเกษตรก็ยังคงเป็นส่วนใหญ่ของประชากรไทย

ปัจจุบันนี้ หากมองอย่างผิวเผิน ก็อาจจะมองข้ามความสำคัญของภาคเกษตรกรรม เพราะตัวเลข GDP ส่วนใหญ่ของประเทศ มาจากภาคอุตสาหกรรม ตัวเลขปริมาณการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมดูสูงมาก

แต่ก็อย่าลืมว่า ไทยเป็นเพียงห่วงโซ่หนึ่งใน “ห่วงโซ่การผลิตโลก” ไทยเป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบชิ้นส่วน หรือผู้รับจ้างผลิต เบื้องหลังตัวเลขการส่งออกที่สูงมาก ก็คือตัวเลขการนำเข้าสินค้าที่นำมาประกอบ หรือใช้ผลิตเป็นชิ้นส่วน ซึ่งก็สูงมากเช่นเดียวกัน

หักลบตัวเลขเหล่านี้แล้ว จึงจะเป็นรายได้ตัวจริงของประเทศ อันประกอบด้วยสองภาคส่วน คือกำไรของผู้ลงทุน ซึ่งก็ไม่มากนั้น เพราะ “ทุน” ที่เข้ามาลงทุนผลิตชิ้นส่วนสินค้า และ/หรือ ประกอบชิ้นส่วนเป็นสินค้า ส่วนใหญ่ก็เป็นมักเป็น “บริษัทลูก” ประกอบสินค้าแล้วส่งออกไปในราคถูก ผลกำไรส่วนใหญ่จะตกเป็นของบริษัทแม่ในต่างประเทศ อีกภาคส่วนหนึ่งคือค่าจ้างรงงานคนไทย อันนับว่าเป็นประโยชน์ที่คนไทยจะได้แท้จริง สรุปแล้วผประโยชน์ที่คนไทยได้จากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมก็คือค่าจ้างแรงงานเท่านั้นเอง

แล้วคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย ได้ประโยชน์จากภาคเกษตรกรรมดีหรือไม่ ?

พูดกันจริง ๆ ก็คือ ในภาพรวมแล้ว เกษตรกรรายย่อยไทยยากจนลง

“สินค้าเกษตรปฐมภูมิ” ทุกชนิดถูกกดให้ราคาต่ำเกือบทุกปี เกษตรกรรายย่อยไทย เป็นผู้ผลิตสินค้าปฐมภูมิป้อนตลาดโลก เปรียบเหมือน “เหยื่อ” ตัวล่างสุดใน “วงจรอาหาร” Food Chain ของระบบทุนนิยม

และโดยธรรมชาติของเศรษฐกิจระบบทุนนิยแล้ว “ปัจจัยการผลิต” จะถูก “รวมศูนย์” มากขึ้นเรื่อย ๆ “ปัจจัยการผลิต” อันได้แก่ ที่ดิน , ทุน , เครื่องมือการผลิต ฯลฯ จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ที่มี “ทุนสูง” มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยม” จะสร้าง “ความเหลื่อมล้ำ” สูงขึ้นเรื่อย ๆ

การลดทอน “ความเหลื่อมล้ำ” ในระบบทุนนิยม จึงเป็นมายาที่ไม่อาจบรรลุความเป็นจริงได้ ตราบใดที่พลโลกยังต้องใช้เศรษฐกิจระบบทุนนิยม

แนวโน้มของโลกปัจจุบันนี้คือ “เกษตรกรรายย่อย” ในทั่วทั้งโลก จะยากจนลง และค่อย ๆ สูญเสียปัจจัยการผลิต คือ ที่ดิน แล้วกลายเป็น “ผู้ขายแรงงาน” นี่คือทิศทางแนวโน้มของโลก ไม่ว่าประเทศไทยจะปกครองแบบคณาธิปไตยจากรัฐประหาร หรือคณาธิปไตยจากผลการเลือกตั้งก็ตาม เศรษฐกิจไทยก็ยังจะถูกครอบงำโดยทุนนิยมสากล

ซึ่งตามธรรมชาติของระบบทุนนิยมนั้น ไม่มีวันจะแก้ “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ได้สำเร็จ