ทวี สุรฤทธิกุล

ผู้นำที่ดีต้องรู้จักแยกแยะ “ดี-เลว”

ในระยะแรกที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เข้าใจว่าท่านต้องใช้ความ “อดทน” กับการควบคุมดูแลนักการเมืองอยู่มากพอสมควร แต่เมื่อท่านเห็นว่านักการเมืองนั้น “เหลือจะทน” ในที่สุดท่านก็ต้องใช้มาตราการ “ขาวกับดำต้องแยกออกจากกัน”

ทฤษฎี “แยกขาวออกจากดำ” นี้เป็นความคิดเก่าแก่ในการปกครองของไทย โดยมีการถ่ายทอดต่อๆ กันมาภายใต้ระบบของกระทรวงมหาดไทย หมายถึงการแยก “คนดี-สิ่งดีๆ” ออกจาก “คนชั่ว-สิ่งชั่วๆ” เช่นในการปกครองท้องที่ ผู้ที่เป็นหัวหน้าในท้องที่ คือ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน จะต้องคอยสอดส่องดูแลไม่ให้มีสิ่งชั่วร้ายที่รวมถึงคนชั่ว (ผู้ร้าย, คนไม่ดี, ฯลฯ) อยู่ในชุมชนของตน พร้อมกับส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งสิ่งดีๆ และคนดีๆ ไว้ให้มั่นคง ในทำนองเดียวกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือปัญหาอะไรขึ้นในชุมชน ก็ต้องสอบสวนและกลั่นกรองให้ “รู้ดี-รู้ชั่ว” แล้วจึงจัดการกับความชั่วนั้นให้เด็ดขาด ซึ่งเรียกวิธีการทำงานแบบนี้ว่า “แม่ไม้มหาดไทย”

พลเอกเปรมแม้ว่าท่านจะเป็นทหาร ไม่ได้เป็นข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย แต่ท่านก็ทำงานในภูธรและคลุกคลีอยู่กับข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยอยู่บ้างอย่างแน่นอน รวมถึงที่ท่านได้มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงก่อนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านก็ได้เรียนรู้ “แม่ไม้มหาดไทย” นี้มาบ้าง รวมถึงความสนิทสนมกับข้าราชการผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยหลายคน อย่างเช่น นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร ที่ต่อมาได้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยอยู่ตลอดในช่วงที่พลเอกเปรมเป็นนายกฯ ผู้มีฉายาว่า “ปลัดฮิ” ที่ย่อมาจาก “ฮิตาชิ” เพราะมีการโฆษณาโทรทัศน์ยี่ห้อนี้ว่า “เปิดปุ๊บติดปั๊บ” เหมือนกับที่ปลัดพิศาลสามารถทำงานสนองนโยบายของพลเอกเปรมได้อย่างว่องไวและรู้ใจนายกรัฐมนตรีคนนี้อย่างที่สุด ทั้งนี้ปลัดพิศาลเป็นเจ้าของวลี “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก นายกฯเป็นของป๋าเปรม” โดยได้นำไปเขียนบนป้ายผ้าและให้ชาวบ้านถือโชว์ต้อนรับนายกฯ นับได้ว่าเป็นบุคคลแรกที่คิดค้น “นวัตกรรม” เช่นนี้ ซึ่งก็คือการเชิดชูผู้นำด้วยป้ายข้อความต่างๆ จนกระทั่งมีคนที่หมั่นไส้ได้พูดเสียดสีการกระทำเช่นนี้ว่า “เชลียร์” (เชียร์ + เลีย) อันเป็นคำที่ได้นำมาใช้กล่าวถึงคนที่แสดงลักษณะเช่นนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

พลเอกเปรมมีฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้อีกชื่อหนึ่งว่า “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” (เข้าใจว่าน่าจะเอามาจากชื่อนวนิยายหรือภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง) ด้วยเหตุที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่าง “เยือกเย็น” อย่างที่เรียกว่า “เพชรฆาตเลือดเย็น” กระนั้น อย่างเช่น กรณีของการแก้ปัญหาระหว่างนักการเมืองร่วมรัฐบาล ซึ่งในรัฐบาลของพลเอกเปรมชุดแรกที่เรียกว่า “เปรม 1” ได้มีความขัดแย้งระหว่างพรรคกิจสังคมกับพรรคชาติไทย ในกรณีการซื้อน้ำมันจากซาอุดิอาระเบียที่เรียกว่า “เทเล็กซ์อัปยศ” เพราะมีการนำเทเล็กซ์ที่สั่งซื้อน้ำมันออกมาแฉ ที่สุดพลเอกเปรมก็ตัดสินใจให้ปลดรัฐมนตรีของพรรคกิจสังคม เป็นเหตุให้พรรคกิจสังคมถอนตัวจากรัฐบาล แต่การตัดสินใจดังกล่าวยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของพลเอกเปรม “ดูดี” ขึ้น เนื่องจากสังคมได้มองเห็นว่าพลเอกเปรมได้ตัดสินใจเลือก “สิ่งที่ถูกต้อง” คือเอาคนที่ทำงานข้ามหน้าข้ามตา ไม่เคารพฐานะตำแหน่งของผู้ที่อยู่เหนือกว่าตามสายการบังคับบัญชานั้นออกไป (กรณีนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นรัฐมนตรีสังกัดพรรคกิจสังคมได้แอบไปทำสัญญาซื้อน้ำมันตัดหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่สังกัดพรรคชาติไทยผู้มีหน้าที่โดยตรง แม้จะซื้อได้ราคาถูกกว่า แต่ก็ถือว่าเป็นการทำงานที่ข้ามหน้าข้ามตา รวมถึงปัญหาของการแย่งชิงค่าคอมมิชชั่นน้ำมันที่เรียกว่ารอยัลตี้นั้นด้วย)

ความจริงที่พลเอกเปรมสามารถทำงานได้สำเร็จเรื่อยมา ก็เพราะการใช้ “สะพานตัดไฟ” ที่ฝรั่งเรียกว่า Cutout คือไม่เอาตัวเองไปเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ใช้คนที่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้โดยตรง เช่น ในกรณีของการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีจากพลเอกเกรียงศักดิ์มาเป็นพลเอกเปรม ก็ใช้ทหารที่กำลังแข่งขันกันระหว่างรุ่นต่างๆ ให้เข้าไปดำเนินการ หรือกรณีความขัดแย้งในกองทัพที่ได้นำอันตรายมาสู่ตัวท่าน เช่น ก่อกบฏ หรือลอบสังหารท่าน ท่านก็ให้ระงับการโปรโมทนายทหารกลุ่มนั้น แล้วให้นายทหารที่เป็นรุ่นพี่ของทหารกลุ่มนั้นเข้ามาจัดการปัญหาเสีย ดังกรณีของความขัดแย้งระหว่าง จปร.รุ่น 5 กับ จปร.รุ่น 7 ที่ท่านได้ใช้นายทหาร จปร.รุ่น 1 และ 2 เข้ามาช่วยแก้ไข (ขออภัยที่ไม่สามารถเล่ารายละเอียดหรือระบุชื่อนายทหารที่เกี่ยวข้องได้ เพราะบางท่านยังมีชีวิตอยู่ และบางเรื่องก็ยังเป็นความสับสนที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน)

ผู้เขียนมองว่าพลเอกประยุทธ์แม้จะไม่มีบุคลิกที่ “นิ่งเงียบ-เยือกเย็น” เหมือนป๋าเปรม แต่ก็คงใช้ยุทธวิธีบางอย่างมาคอยประคับประคองตนเอง เช่น การใช้นายทหารรุ่นพี่มาช่วยประสานทหารรุ่นเก่าๆ ในขณะที่พยายามสร้างฐานมาค้ำจุนจากนายทหารรุ่นน้องๆ (คอยติดตามการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ดี) รวมถึงพยายามหา “ตัวประสาน” ที่จะเชื่อมโยงนักการเมืองกลุ่มต่างๆ เข้ามาเป็นฐานในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหาคนที่จะมา “ตัดตอน” หรือเป็น “Cutout” ให้ในกรณีที่มีปัญหาระหว่างบุคคลที่มาสนับสนุนเหล่านั้น เพียงแต่ว่าตอนนี้พลเอกประยุทธ์อาจจะยังไม่ได้ใช้ทฤษฎีการแยกสีขาวออกจากสีดำ หรืออาจจะมองเห็นว่าตอนนี้ลองเอาขาวมาผสมกับดำเสียก่อน ต่อไปถ้ามันเข้ากันไม่ได้แล้วค่อยแยกสีทั้งสองนี้ออกจากกัน

ทว่าถ้ามันรวมกันเป็นสีเทาแล้ว ก็แยกออกได้ยากสุดๆ