สถาพร ศรีสัจจัง

คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเสียงติฉินนินทาหรือการวิพากษ์วิจารณ์ กรณีที่ 4 รัฐมนตรีในสังกัดรัฐบาลคสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา  ไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองตั้งใหม่ที่ชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ใครก็รู้ (โดยพฤตินัย)ว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อเตรียมรองรับการเข้าสวมอำนาจทางการเมืองสืบต่อของกลุ่มผู้นำในคณะรัฐบาลที่กำลังครองอำนาจอยู่ในปัจจุบัน โดยลือกันให้แซ่ดว่า จะมีตัวท่านนายกรัฐมนตรี คือท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเองที่จะเป็นหัวขบว

โดยทั้ง 4 คนไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ คือเป็นรัฐมนตรีไปด้วย และทำงาน (ในตำแหน่งกลุ่มผู้บริหารสูงสุด) ให้พรรคการเมืองที่ตนสังกัดในช่วงยามที่กำลังจะมีการรณรงค์เลือกตั้งทั่วไปอยู่ด้วย ไปด้วยพร้อมๆกัน !
           
4 รัฐมนตรี(คงไม่ต้องออกชื่อ)ที่ว่านั้น จะไม่มีสามัญสำนึกพอที่จะรับรู้ได้อย่างไร? ว่าตนเองมีฐานะทับซ้อนกันอยู่หลายฐานะ? และฐานะเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงและส่งผลถึงกันอย่างแน่นอนในระดับใดระดับหนึ่ง ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยไม่มีทางเลี่ยง !
           
แน่ละ ในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่ง แต่ละท่านย่อมมีสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยมที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคใดก็ได้ที่ตนศรัทธาในแนวทาง เพราะนั่นถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในฐานะเกิดมาเป็นคนสังกัดรัฐชาติไทย
           
แต่ฐานะของท่านในปัจจุบันล่ะ?ในตำแหน่ง “ข้าราชการการเมือง” ที่ดำรงอยู่ คือตำแหน่งรัฐมนตรีผู้ทรงเกียรติ ดังที่ใครก็รู้กัน ย่อมต้องถือว่าท่านเป็น “ทรัพยากรบุคคลของชาติ” ที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นหนึ่งในผู้กุมบังเหียนการใช้อำนาจทางการเมืองสูงสุดของประเทศ 
             
พฤติกรรมความเป็นตัวตนตามฐานะนี้ของท่าน มีผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจต่อสังคมไทยโดยรวมโดยตลอด ทั้งยามหลับยามตื่น เป็นบุคคลสาธารณะในระดับหัวแถว ที่มีโอกาสเกิดภาวะ"ผลประโยชน์ทับซ้อน"ได้ตลอดเวลา
            
และแต่ละท่านที่ไปรับตำแหน่งในพรรคฯที่ล้วนสำคัญยิ่ง เช่น ตำแหน่งหัวหน้าพรรคและตำแหน่งเลขาธิการพรรคในพรรค “พลังประชารัฐ” โดยไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง “ข้าราชการการเมือง” คือตำแหน่งรัฐมนตรี จึงดูทะแม่งๆพิกลในสายตาของประชามหาชนเจ้าของประเทศผู้เสียภาษี ที่ไปแปรกลายเป็นสิ่งต่างๆซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ประจำเดือน และประจำปีขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของท่านเหล่านั้น
             
ทั้ง เงินเดือนของท่าน เบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุมของท่าน ข้าราชการลูกมือลูกตีนของท่าน ข้าวของเครื่องใช้ประจำตำแหน่งของท่าน ตั้งแต่รถประจำตำแหน่ง เลขาส่วนตัวประจำตำแหน่ง นายทหารติดตามระจำตำแหน่ง โทรศัพท์/ไอแพดประจำตำแหน่ง จนถึง ปากกาดินสอและกระดาษโน้ตบนโต้ะทำงาน และกระดาษเช็ดก้นในห้องน้ำที่ทำงาน!
              
เป็นได้แน่หรือ?ว่าท่านจะไม่ “เผลอ” ใช้ “ทรัพยากร” เหล่านี้ เช่น กระดาษหรือซองจดหมายสักแผ่น โทรศัพท์สักครั้ง ฯลฯ
               
และที่สำคัญคือ “ทรัพยากรเวลา”!
               
เวลาของ “ราชการ” ที่ “ข้าราชการ” ทุกประเภท(รวมทั้งข้าราชการการเมืองอย่างท่านด้วย!)ต้องสำเหนียกก็คือ ถ้าเมื่อไหร่ที่มีงาน “ราชการ” ต้องปฏิบัติ ไม่ว่าห้วงเวลานั้นจะเป็น “นอกเวลาราชการ” หรือวันหยุดก็ตาม ข้าราชทุกคนต้องสามารถ “สนอง” คือต้องไปปฏิบัติราชการดังกล่าว!
               

หรือท่านรัฐมนตรีทั้ง 4 คนจะไม่ละอายต่อมโนธรรมถ้าต้องรับโทรศัพท์ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “พรรคฯ”
ของท่านในเวลาราชการ?หรือท่านคิดว่าเรื่องแบบนี้จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดแน่นอน?
               
เหลือเชื่อจริงๆ เป็นถึงลูกน้องคนสนิทชิดใกล้ของนายกฯลุงตู่คนสุดเก่งแท้ๆ แต่กลับไม่เข้าใจโดยมโนธรรมว่า สิ่งที่เขาเรียก “ทรัพยากร” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” คืออะไร?ช่างน่าเวทนาในวุฒิภาวะเสียจริงๆ!!!