แสงไทย เค้าภูไทย

ราคาผลผลิตเกษตรหลักของไทยตกต่ำขนาดหนัก ยางพารา ปาล์มตกค้างปี มะพร้าว ข้าว อ้อย หน้าใหม่สดๆร้อนๆ อะไรจะตามมาอีก ?

ผลผลิตติดดกดี ตลาดโลกก็ฟื้นตัว แต่ทำไมเมืองไทยทำมาค้าไม่ขึ้น ?

ไม่มีใครอธิบายหรือให้คำตอบได้ชัดเจน ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มีแต่โยนกันไปโยนกันมาตามประสาข้าราชการ

เป็นเพราะตลาดโลกลดการซื้อ ? เป็นเพราะกำลังซื้อภายในประเทศหดตัว ? หรือเป็นเพราะสินค้าจากเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาด ?หรือเป็นเพราะ ผลผลิตล้นตลาด ?

หรือเป็นเพราะกลไกรัฐบาลบิดเบือน ?

หรือเป็นเพราะต้นทุนผลิตสูง ไม่สามารถลดราคาส้คู่แข่งได้ ?

เป็นเพราะขาดการสร้างนวัตกรรมใหม่ในผลผลิตนั้นๆ

ฯลฯ ทุกข้อล้วนเป็นสาเหตุ

ข้อแรกนั้น เป็นตัวการสำคัญ คือ ตลาดส่งออกของเราลดการสั่งซื้้อ

ทั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาดที่กำหนดด้วยอุปสงค์ -อุปทาน รวมถึงมีตัวแปรอื่นๆข้ามาซ้ำเติม

อย่างกรณีน้ำมันปาล์มเป็นต้น ขณะนี้ ยุโรปอันเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของน้ำมันปาล์ม ประกาศใช้มาตรการ “Zero Palm Oil” โดยกำหนดกรอบเวลาไว้ที่ ปี 2020-2021 จะจำกัดการใช้น้ำมันปาลมในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ

กลุ่มประเทศอียูนำเข้าน้ำมันปาล์มมากที่สุดในโลก โดยเฉลี่ยปีละ 6.3 ล้านตัน โดย 46% ของปริมาณนี้ นำไปใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ

น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพของบ้านเราก็คือไบโอดีเซลและแกสโซฮอล ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเลิกการรณรงค์ใช้ด้วยเหตุผลใดไม่แจ้ง ไม่อธิบาย

ใช่แต่จะจำกัดการใช้น้ำมันปาล์มผสมเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ อียูยังจะพากันรณรงค์เลิกใช้น้ำมันปาลฺ์มประกอบอาหารอีกด้วย

ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ว่าน้ำมันปาล์มมีกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fat) สูง อาจก่อเกิดโรคหัวใจได้

โดยการรณรงค์ติดฉลาก “No Palm Oil” บนภาชนะบรรจุอาหารสำเร็จรูป

อินโดนีเซียกับมาเลเซีย ผู้ผลิตและส่งออกอันดับ 1 และ 2 ของโลกพากันออกมาโต้แย้ง เรียกร้องต่อสหภาพยุโรป ว่ามาตรการดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมันของทั้งสองประเทศเดือดร้อน โดยเกษตรกรสวนปาล์มและลูกจ้าง ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันาล์มของมาเลเซียมีกว่า 650,000 คน

ส่วนของอินโดนีเซียทั้ง 2 ภาคมีกว่า 1 ล้านคน

สำหรับชาติผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับ 3 ของโลกคือไทย ไม่ไปร่วมวงต่อสู้กับเขา เอาแต่เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยลูกเดียว

คงจะด้วยเหตุผลว่า ไทยไม่ได้ส่งออกน้ำมันปาล์มไปยุโรปหรือส่งออกไบโอดีเซลเหมือนกับสองเพื่อนอาเซียน

แต่กระนั้น ก็ส่งออกอาหารสำเร็จรูปที่ปรุงด้วยน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่ปลากระป๋องไปยันอาหาร-ขนมทอดกรอบด้วยน้ำมันปาล์ม เหตุจากเป็นน้ำมันปรุงอาหารราคาถูกที่สุด
ถ้าเจอมาตรการติดฉลาก No Palm Oil ขึ้นมา จะทำอย่างไร ?

จะหันมาใช้น้ำมันมะพร้าว หรือถั่วเหลือง ต้นทุนก็สูงขึ้น

แม้ตอนนี้มะพร้าวจะมีชะตากรรมเดียวกันกับน้ำมันปาล์ม คือผลละ 3 บาท ขณะที่ปาล์มดิบกิโลละ 3 บาทเช่นกัน แต่เมื่อสกัดออกมาเป็นน้ำมันแล้ว ปาล์มดิบ 1 กิโลกรัม ได้น้ำมันปาล์มมากกว่าน้ำมันจากมะพร้าวถึง 3 เท่าตัว

ถ้ายังต้องการรักษาตลาดอาหารและขนมอบกรอบของไทยในยุโรป ก็อาจจะหันไปใช้น้ำมันถ้่วเหลืองแทน เพราะถูกกว่าน้ำมันมะพร้าว และราคาเสถียรกว่า เนื่องจากน้ำมันถั่วเหลืองมีตลาดเฉพาะและมีกำลังผลิตพอเพียงกับความต้องการของตลาดโลก

ส่วนมะพร้าว หากกำลังผลิตลดลง หรือมีการนำเข้าจากเวียดนามลดลง ราคาก็จะดีดกลับขึ้นมา

ต่างจากน้ำมันปาล์ม นอกจากในประเทศแล้ว จะมีก็แต่จีนเท่านั้นที่่เป็นตลาดหลัก

สำหรับตลาดในประเทศ กำลังซื้อของคนไทยวันนี้หดลงไปมาก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะครัวเรือนเป็นหนี้สูงที่สุดในรอบ 10 ปี

เหตุที่ครัวเรือนเป็นหนี้ก็เพราะ เศรษฐกิจไทยซบเซา ชะลอตัวรุนแรงต่อเนื่องมานาน แม้จากต้นปีมานี้ เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว จนจีดีพีของไทยไตรมาสที่ 1-2 เติบโตถึง 4.3% แต่ก็เป็นผลจากการส่งออกและการท่องเที่ยว

เกษตรกรและผู้มีรายได้ปานกลางและระดับล่าง ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกไม่มาก

โดยเฉพาะะสินค้าเกษตรนั้น ตลาดส่งออกของไทยหดตัวรุนแรงมาก ท้ังปริมาณและมูลค่า

ราคายางดิบ(สด)จากกิโลกรัม 30-40 บาทที่ชาวสวนพออยู่ได้ ขณะนี้ลดลงเหลือ 4 กิโล/ร้อย หรือเฉลี่ย 25 บาท ทำให้ชาวสวนยางเป็นหนี้กันมาก ประมาณรายละ 800,000—3,000,000 ล้านบาท

มีการเลิกจ้างคนงานกรีดยาง โค่นสวนยาง หันไปปลูกผลไม้ให้ผลเร็วกันไปท่ัว บางรายทนไม่ไหวถึงกับฆ่าตัวตาย

ภาคใต้เคยเป็นเขตเศรษฐกิจที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในประเทศ แต่บัดนี้ กลายเป็นเขตที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในประเทศ

ทั้งนี้เพราะสินค้าหลักที่เคยทำรายได้ให้สูงสุดเช่นยางพารา น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์ประมง ถูกจำกัดการส่งออก

อย่างผลิตภัณฑ์ประมงนั้น อียูใช้ข้อจำกัด IUU แบนสินค้าไทยอยู่หลายปี แม้ไทยจะแก้ไขและทำตามข้อเรียกร้อง แต่ตลาดที่ได้กล้บคืนมา กลับไม่เท่ากับก่อนที่จะถูกมาตรการดังกล่าวเล่นงาน

ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประมงของไทยต้องพึ่งตลาดภายในประเทศเป็นหลัก เกิดโอเวอร์ซัพพลาย ราคาตกต่ำ

กุ้งขาวไซส์มาตรฐานเคยขายได้กิโลกรัมละ 260-300 บาท เหลือแค่ 200-250 บาท ย่านบ่อกุ้งติดป้ายริมทางขายแค่ 180-200 บาทก็มี

เข้าคิวรอวิกฤตอีก 2 รายได้แก่่อ้อยกับข้าว

เฉพาะอ้อยนั้นเดือดร้อนกันหนัก อ้อยสดส่งโรงงานน้ำตาลได้แค่ตันละ 680 บาท

ถ้าสืบสาวราวเหตุ ก็จะพบว่ามีการใช้น้ำตาลในอุตสาหกรรมอาหารและครัวเรือนบริโภคลดลงตลอดมา

วนไปวนมาก็ลงเอยที่ การบริโภคในประเทศลดลง เหตุจากกำลังซื้อลดลง

กำลังซื้อลดลงเพราะรายได้คนไทยลดลง รายได้ลดลงเพราะมีการจ้างงานลดลง การจ้างงานลดลงเพราะภาคการผลิตลดกำลังผลิตลง

ที่ลดกำลังผลิตเพราะความต้องการของตลาดลดลง

ความต้องการตลาดลดลงเพราะผู้บริโภคลดการบริโภคลง

ไล่กันเป็นวงกลมกลายเป็นงูกินหางที่วกกลับมางับหางตัวเอง

เป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่รัฐบาลต้องแก้ โดยรัฐบาลที่จะมาแก้นั้น จะเป็นรัฐบาลหน้า

เหตุเพราะรัฐบาลนี้เป็นผู้ก่อ ถ้าแก้ได้ คงแก้หลุดไปตั้งแต่เศรษฐกิจโลกโงหัวได้แต่กลางปีที่แล้ว