ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

วันนี้วันที่ 1 ตุลาคม ที่เหล่าบรรดาข้าราชการที่อายุเกิน 60 ปี ต่างก็ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าอีกต่อไปแล้ว หรือกล่าวอย่างภาษาชาวบ้านว่า “เกษียณอายุราชการแล้ว!” แต่เชื่อหรือไม่ว่า บรรดาข้าราชการที่เคยทำงานมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการในหน่วยงานไหน ก็ยังคงเคยชินกับ “ชีวิตการทำงาน” เช่นนั้นมาหลายสิบปี บางท่านเคยทำงานมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 30-35 ปี หรือบางท่านทำงานมาเกือบ 40 ปี จึงแน่นอนต้องเคยชินกับการตื่นเช้า ก็คงอึดอัดและอาจคว้างบ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นได้โปรดทำใจให้สบายเถอะครับกับ “การพักผ่อน” ซึ่งท่านทุ่มเทกับการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน!

ทั้งนี้ “การสะสม-การสั่งสม” ประสบการณ์ที่ท่านอดีตราชการทั้งหลายทำงานอย่างยาวนานสมควรที่จำต้องเก็บข้อมูลไว้บ้างไม่มากก็น้อย น่าจะรวบรวมข้อมูลและกำหนดเวลาในการทำงานอย่างน้อยวันละ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน แทนที่จะต้องตื่น 6 โมงเช้า ก็ตื่นเวลา 8 โมงเช้าหรือสายสุดก็ 9โมงเช้า แล้วออกกำลังกายประมาณ 25-30 นาที ด้วยการวิ่งเหยาะและเดินเร็วให้เหงื่อออกก็แล้วกัน จากนั้นก็พักและเริ่มทำงานเวลา 11.00 น. จนถึง 12.30 น. แล้วพักรับประทานอาหารกลางวัน ทั้งนี้ อาหารกลางวันสมควรทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผักสลัด หรือไม่ก็อาหารสิ้นคิดเหมือนผมที่โปรดปรานมากคือ “ข้าวผัดใบกะเพรา” กับ “ไข่เจียว” หรือไม่ก็ “ไข่ดาว” ซึ่งแค่นี้ก็อิ่มพอแล้ว

จากนั้นอาจทำงานต่อไปจนถึง 16.00 น. แล้วอาจงีบพักซัก 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก็ได้ แล้วแต่ว่าเหนื่อยมากน้อยเท่าใด หรืออาจเดินเล่นผ่อนคลายสมองกับบรรดาลูกหลานก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจนั่งสงบจิตใจหรือนั่งสมาธิในห้องพระ ทั้งนี้ก็แล้วแต่อิริยาบถของแต่ละท่านว่าอยากทำอะไร

อย่างไรก็ตาม การจัดตารางเวลาในแต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน นั้นมีความสำคัญมาก มิใช่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแต่วัน โดยไม่ได้คิดอะไรเลย หรือไม่ได้อ่านหนังสือ ท่านอาจค่อยๆ ก่อให้เกิด “โรคอัลแซลเมอร์” หรือ “ความจำเสื่อม” ก็เป็นได้ ยิ่งถ้าเอาแต่นอนเฉยๆ ท่านอาจเป็น “โรคอัมพฤกษ์-โรคอัมพาต” ไปเลยก็เป็นได้

ถามว่า ปัจจุบันคนอายุ 60 ปีนั้น ยังนับว่า “แข็งแรง-หนุ่มอยู่พอสมควร” บางคนยังวิ่งมาราธอนได้เลย เนื่องด้วยยาบำรุงสุขภาพ พร้อมทั้งการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญแผนฟื้นฟูสุขภาพที่ได้รับการพัฒนาจนทำให้สุขภาพแข็งแรงมากกว่าเดิม จนคนอายุ 60 ปี เปรียบเสมือนคนอายุ 50 ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนที่เกษียณอายุแล้วยังคงมีประโยชน์อยู่มากต่อชุมชนและสังคมขนาดใหญ่ ที่นานาบริษัทต่างๆ สามารถนำมาพัฒนาและว่าจ้างให้ทำประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน และ/หรือ บริษัทได้ ถ้าไม่คิดถึงศักดิ์ศรีมากนัก หรือเป็น “ที่ปรึกษา” แก่บริษัทต่างๆ ได้เป็นอย่างดีจากประสบการณ์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน

บางท่านอาจแต่งตำราหรือเขียนบันทึกจากประสบการณ์ชีวิตทำนอง “DIARY” หรือ “MEMOIR” ที่อาจสอนลูกหลานและอาจเป็นประโยชน์ต่อ “ชนรุ่นหลัง” ก็เป็นได้ในเชิงประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่ง “จดหมายเหตุ” ที่บรรดาข้าราชการระดับกลางจนถึงระดับสูงน่าจะมีบันทึกที่เก็บสะสมไว้ แล้วนำมารวบรวมพร้อมตบแต่งเรียบเรียงใหม่ และเขียนคำนำกับบทสรุปจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ครอบครัวและคนใกล้ชิด หรือ “ชีวประวัติ”

ภายใต้สังคมบริบทยุคใหม่ เท่าที่ผมสังเกตผู้สูงวัยหลายท่าน บางท่านยังคงแอคทีฟที่ยังทำประโยชน์ด้วยการเป็นที่ปรึกษาบริษัทต่างๆ หรือไม่ก็ทำงานด้านบริการสังคม หรือเป็นอาจารย์พิเศษ แต่หนังสือตำราต่างๆ หรือบางท่านอาจฉีกแนวไปเลยด้วยการทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับแนะนำร้านอาหาร ทั้งๆ ที่วัยใกล้ 70 ปีแล้ว แต่ยังดูดีมากเลย!

การที่ยังคงทำงานอยู่ทุกวันและออกจากบ้านหรือนั่งเขียนหนังสือ เท่ากับเป็นการ “ฝึกสมองฝึกร่างกาย” ให้ทำงานอยู่เสมอ โดยถ้าเหนื่อยก็พักจะทำให้ทั้งสมองและร่างกายทำงานอยู่เสมอ เรียกว่า “แอ็คทีฟ” ตลอดเวลา จนไม่มีโอกาสที่จะคิดมากหรือเกิด “โรคซีมเศร้า!” ซึ่งจะเป็นปัญหามากถ้าไม่มีอะไรทำ

การท่องเที่ยวเป็นโอกาสที่ดีเช่นเดียวกัน ถ้าท่านมีเงินทองเพียงพอไม่ต้องไปเที่ยวไกล เอาแค่ภายในประเทศแล้วถ่ายภาพพร้อมบันทึกแล้วเขียนหนังสือไว้ “ผมว่าสนุกดีจะตายไป!” หรือไม่ก็ไปประเทศเพื่อนบ้านด้วยสายการบินโลว์คอลส์อย่าง “แอร์เอเชีย” ซึ่งผมใช้ในการเดินทางตลอดเวลา อาทิ ไปฮ่องกง ไปมาเก๊า (แต่ผมเล่นการพนันไม่เป็น) จะไปก็ไปรับปรานอาหารโปรตุเกสและอาหารจีนเท่านั้น หรือไม่ก็ไปประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ หรือไม่ก็กวางโจว เซินเจิ้น แต่ที่ชอบสุดคือ เดินดูของก่า (แอนติดส์) ตามตลาดข้างถนนที่สามารถต่อรองราคาได้

แต่บางท่านอาจเข้าวัดเข้าวาไปเลยก็ได้ แต่อาจไม่ได้บวชเรียนเป็นพระแต่ไปในทางสายธรรมะเพื่อหาทางสงบ จนในที่สุด “เกิดจิตธรรมะและบวชพระในที่สุด!” ถามว่า “ดีหรือไม่!” ก็ต้อบตอบว่า “ดี!” ถ้าตัดทางโลกได้ ไปเป็น “บรรพชิต” และ “ฝึกเรียนรู้สมาธิ-สายธรรมะ” ถ้าจะดีที่สุด “ต้องเป็นพระสายป่า!” น่าจะดีที่สุด ทั้งนี้ต้องตัดใจให้หายห่วงจากครอบครัว หรือง่ายๆ คือ “ตัดขาด!” ได้หรือไม่ นั่นล่ะคือปัญหา!

อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านทั้งหลายที่เกษียณอายุราชการแล้วสมควรอยู่เฉยๆ ซักระยะหนึ่งด้วยการไม่ต้องทำอะไรเลย ไปเดินเล่นไปดูภาพยนตร์หรือเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว แล้วพยายามทบทวนว่าได้ทำอะไรไปบ้างและใช้เงินอย่างประหยัด และที่สำคัญที่สุดคือ “การวางแผนชีวิต-การวางแผนงบประมาณ” ด้วยการอาจลงทุนไม่ว่า ซื้อหุ้น หรือพันธบัตร หรือลงทุนกับที่ดิน โดยต้องมีที่ปรึกษาที่เราไว้ใจได้เพื่อ “ความมั่นคงในอนาคต (SECURITY)” เนื่องด้วยท่านยังคงต้องรักษาวินัยกับชีวิต โดยท่านอาจจะมีชีวิตถึง 80-90 ปี ที่ท่านต้องวางแผนในการดำเนินชีวิตอย่างมีกรอบ มิใช่อยู่แบบไร้แผน ซึ่งจะทำให้ท่านกลายเป็นคนยากจนพึ่งพาลูกหลาน และถ้าพึ่งลูกหลานไม่ได้ ก็จะกลายเป็น “ภาระคนรอบข้าง!” ในกรณีนี้จะเป็นปัญหาตามมาในอนาคต

เพราะฉะนั้น ต้องมีการวางแผน และมีสมาธิในการเดินทางกับชีวิตใหม่หลังจากวัยเกษียณ!