ณรงค์ ใจหาญ

ข้อพิจารณาว่าโทษประหารชีวิตควรมีอยู่ในกฎหมายไทยหรือไม่ เป็นประเด็นที่ยังมีข้อถกเถียงไม่ยุติในสังคมไทย แต่สำหรับในบางภูมิภาคของโลกเช่น สหภาพยุโรป เป็นต้น ได้เลือกที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันมีประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิตอยู่ถึง ๑๔๗ ประเทศ ในขณะที่ประเทศอีกกลุ่มหนึ่งยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 56 ประเทศ และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิต (See http://deathpenaltyinfo.org/abolistionist-andretentionist-countries)

โทษประหารชีวิตที่กำหนดไว้ในกฎหมายไทย มีทั้งหมด 62 ฐานความผิด ซึ่งประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติพิเศษ ได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด พ.ศ. 2490 พระราชบัญญํติว่าด้วยความผิดความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 พระราชบัญญํติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และกฎหมายอาญาทหาร เป็นต้น พอสรุปได้ว่า เป็นความผิดที่กระทำโดยมีเจตนาฆ่าหรือฆ่าโดยมีเหตุฉกรรจ์ และเป็นความผิดที่กระทำอย่างอื่นแต่มีผลทำให้ถึงแก่ความตาย เช่น วางเพลิงเผาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ จับตัวเรียกค่าไถ่ ข่มขืนกระทำชำเรา ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี เป็นต้น และอีกกรณีคือกระทำความผิดต่ออาญาทหาร หรือการค้ายาเสพติดให้โทษ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ ผู้ตรากฎหมายและคนในสังคมไทยเห็นว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและกำหนดโทษประหารขีวิตสำหรับความผิดดังกล่าว

โทษประหารชีวิตนำมาใช้โดยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการยับยั้งหรือข่มขู่ผู้กระทำความผิดและประชาชนทั่วไปว่า หากฝ่าฝืนทำไปจะต้องรับโทษถึงขั้นประหารชีวิต และมีผลในการตัดผู้นั้นออกจากสังคมได้อย่างถาวร เพราะไม่อาจมีชีวิตเพื่อจะกระทำความผิดได้แล้ว แต่โทษประหารชีวิตไม่อาจทำให้ผู้นั้นกลับใจแก้ไขในสิ่งที่เคยผิดพลาด แม้ว่าจะเป็นโทษที่ได้สัดส่วนกับผลที่ผู้นั้นก่อให้เกิดความเสียหายให้กับสังคมหรือญาติของผู้เสียหายที่ถึงแก่ความตายก็ตาม ดังนั้นหากพิจารณาถึงเป้าหมายการลงโทษในปัจจุบันที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำความผิดและคืนคนดีสู่สังคมแล้ว การใช้โทษประหารชีวิตไม่อาจตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดได้ นอกจากนี้ หากเกิดความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เช่น มีการสร้างพยานเท็จ หรือมีการข่มขู่ให้รับสารภาพ เป็นต้น จะทำให้การแก้ไขให้ผู้นั้นกลับคืนสู่ฐานะเดิมไม่อาจทำได้เพราะถูกประหารชีวิตไปแล้ว ซึ่งต่างจากโทษจำคุกหรือปรับ หรือริบทรัพย์สินที่สามารถคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตัดสินลงโทษโดยผิดพลาด

ประเทศในกลุ่มที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งหมด มองว่า การประหารชีวิตเท่ากับเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนมีสิทธิมีชีวิต แม้ว่าเขาจะไปฆ่าผู้อื่นหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม รัฐไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปก้าวล่วงสิทธิในชีวิตที่เป็นสิทธิสูงสุดของมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ ประเทศในกลุ่มนี้จึงเลือกใช้การจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกระยะยาว เช่น จำคุก 30-40 ปี เพื่อป้องกันสังคมไม่ให้ต้องเป็นอันตรายต่อบุคคลเหล่านี้โดยให้อยู่ในอำนาจรัฐนานเท่าที่เขายังมีศักยภาพในการกระทำความผิด ดังนั้นเมื่อผู้นั้นพ้นโทษมาเมื่อได้รับโทษครบถ้วน หรือล่วงเลยอายุที่จะกระทำความผิดได้ หรืออาจได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยกระทำความผิดมาให้มีพฤติกรรมที่เชื่อฟังกฎหมายต่อไป ในกลุ่มนี้ถือว่ามนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนได้แต่ต้องอาศัยเวลาและมีกลไกในการปรับเปลี่ยน จึงเลือกที่จะใช้มาตรการจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกนานแทนการประหารชีวิต

ในขณะที่อีกกลุ่มของประเทศที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิต มองว่า โทษประหารชีวิตมีความจำเป็นและกำหนดไว้หรือบังคับโทษสำหรับผู้กระทำความผิดที่ร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นการฆ๋า ความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคง การค้ายาเสพติด หรือการกระทำผิดทางเพศแต่เด็กและสตรี เป็นต้น หากไม่มีโทษประหารชีวิตแล้ว คนจะไม่กลัว และจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและสังคมในภาพรวมต่อไป ซึ่งในบางกรณี การที่มีฆาตกร หรือผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่กระทำความผิดและลอยนวลนอกจากจะทำให้ญาติของผู้เสียชีวิต หรือสังคมไม่พอใจแล้ว ยังก่อให้เกิดความไม่ศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ไม่อาจป้องกันให้ผู้กระทำความผิดเหล่านี้หยุดการก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่สังคมได้

ในด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง และทางการเมือง((International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR)ข้อ 6 รับรองสิทธิในชีวิต แต่ถ้าประเทศใดที่ยังมีโทษประหารชีวิต ก็จะต้องเป็นความผิดที่มีความร้ายแรงสุงสุด (most serious crime) และอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and Other Cruel Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ข้อ 1 ซึ่งมีประเด็นว่าโทษประหารชีวิตจะเป็นโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือไม่ แต่ประเทศไทยได้แถลงตีความไว้ว่าโทษตามกฎหมายไทย ไม่ถือว่าเป็นการทรมานหรือโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ดังนั้นประเด็นในการที่จะขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวจึงมีเพียงว่า ความผิดตามกฎหมายไทยจำนวน ๖๒ ฐานความผิดนี้ เป็นความผิดที่ถือว่าร้ายแรงสูงสุดหรือไม่ หากไม่ถึงขั้นนั้น ก็ควรต้องปรับลดโทษลงมาไม่ถึงขั้นประหารชีวิต

ความหวั่นเกรงของประชาชนและสังคมหากประเทศไทยเลือกที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตมีสองประการ ประการแรก ความผิดอาญาร้ายแรงจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ ประการที่สอง คนที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วแต่ได้รับโทษจำคุกเพียง 12 ปีก็ได้ออกมาสู่สังคม จะเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดร้ายแรงอีกหรือไม่ สังคมจะได้รับหลักประกันจากรัฐในเรื่องความปลอดภัยเพียงใด และหากเป็นบุคคลที่กระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไม่อาจแก้ไขได้แล้ว รัฐจะมีหลักประกันความปลอดภัยต่อสังคมอย่างไร ซึ่งในบางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา จึงใช้มาตรการจำคุกนาน หรือจำคุกตลอดชีวิต ให้เสียชีวิตในเรือนจำ เป็นหลักประกันว่าผู้นั้นไม่มีโอกาสกลับสู่สังคมเพื่อทำอันตรายแก่ประชาชนอีก และผู้ต้องโทษดังกล่าว จะไม่มีโอกาสได้พักการลงโทษ(life sentence without parole) โดยศาลจะสั่งไว้ในคำพิพากษาว่า จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ให้พักการลงโทษ ซึ่งเป็นมาตรการมาแทนโทษประหารชีวิต เพื่อตัดผู้นั้นออกจากสังคม แต่ทางราชทัณฑ์ต้องจ่ายงบประมาณในการดูแลผู้นั้นจนตลอดชีวิต

ทางเลือกของการยกเลิกหรือลดความผิดที่มีโทษประหารชีวิตในกฎหมายไทย จึงต้องมีมาตรการในการนำมาใช้แทนการลงโทษประหารชีวิต ที่ทำให้ผู้ต้องขังไม่ออกมาสู่สังคมเร็วเกินไป เพราะเหตุจำนวนนักโทษล้นเรือนจำ และต้องมีกลไกที่เป็นหลักประกันความปลอดภัยให้แก่สังคมเมื่อผู้นั้นออกมาแล้ว มิฉะนั้นแล้วการลดความผิดที่มีโทษประหารชีวิตอาจเป็นเหตุให้ความผิดอุกฉกรรจ์มีมากขึ้น และสังคมไทยที่ได้รับความเดือดร้อนจะเรียกร้องให้นำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีก เหมือนตัวอย่างในหลายมลรัฐของสหรัฐอเมริกา