สถาพร ศรีสัจจัง

พระราชดำรัสสำคัญยิ่งองค์หนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ให้ผองพสกนิกรชาวไทยได้สำเหนียกรู้ในเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองก็คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการ “ให้คนดีปกครองบ้านเมือง” 
        
ยามนี้ จึงขออัญเชิญพระบรมราโชวาทดังกล่าวมา “ตรา” ไว้ให้ประจักษ์ตาประจักษ์ใจกันอีกสักครั้ง เพื่อความเป็นมงคลและเพื่อเตือน “สติปัญญา” ของบรรดา “ชาวไทยตาดำๆ” ในช่วงยามที่กำลังถูก “กระแส” การเลือกตั้งบังคับให้ต้อง “เลือก” คนที่จะมาเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองกันอีกครั้งในเร็วๆนี้ (ถ้าท่านผู้ปกครองบ้านเมืองชุดปัจจุบันไม่ผิดคำพูด) ความดังกล่าวมีดังนี้ :
         
“...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย...” (พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512)
           
 สรุปความสั้นสุดก็คือ พระองค์ทรงชี้แนะสัจธรรมให้เห็นว่า ในสังคมหนึ่งๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเฉพาะ “คนดี” หรือ “วิญญูชน” ที่ศัพท์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “สัตตบุรุษ” นั่นแหละ เพียงพวกเดียวเหล่าเดียว แต่พระองค์ชี้ว่าย่อมมี “คนไม่ดี”แปมปนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา
           
หน้าที่สำคัญของเราชาวบ้านในทัศนะของพระองค์ท่านก็คือ ต้องช่วยกันทำให้ “คนดี” ได้เป็นผู้ปกครอง!
           
ประมาณเหมือนดังคำกล่าวที่ฟังติดหูคนไทยมาโดยตลอดว่า “ผู้ปกครองประดุจพ่อ” การปกครองที่ดีจึงต้องเป็นแบบระบบ “พ่อปกครองลูก” ตามที่เคยฟังว่ายุคสุโขทัยเคยเป็นมานั่นไง!
           
ปัญหาของสังคมไทยยุคปัจจุบันก็คือ เรายังคงมี “สัตตบุรุษ” หรือ “คนดี” ที่มีจริยธรรม และคุณธรรมแท้จริงหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า หลายคนตอบว่า “อาจมี” แต่คนดีเหล่านั้นถ้าไม่อยู่ในวัด ในโบสถ์ในวิหาร ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการบ้านการเมืองที่เป็นเรื่องแบบโลกย์ๆแล้ว ก็น่ามีเพียงรูปปั้นเท่านั้นกระมัง เพราะรูปปั้นนั้นไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มีโลภ ไม่มีพวกพ้องเครือญาติ และไม่มีกลุ่มผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
           
 เรื่องของการปกครองบ้านเมืองนั้นนอกจากจะต้องเป็นคนดีดังคำกล่าวของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แล้ว เรายังต้องการ “คนเก่ง” ที่รวมอยู่ในความเป็นคนดีนั้นด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะพาบ้านเมืองไม่รอดไม่ก้าวหน้า
             
คือเป็นคนดีแบบที่พระพุทธศาสนาเรียกว่ามีองค์ประกอบของ “สัปปุริสธรรม 7” อย่างพร้อมเพรียง!
             
อันว่า “สัปปุริสธรรม 7” จะมีอะไรบ้างนั้นต้องฝากให้ไปอ่านเอาจากหนังสือหลายเล่มที่ท่านสมเด็จเจ้าประคุณประยุทธ ปยุตโต ป.9 รจนาไว้ดีแล้ว เถิด ก็จะเห็นและจะเข้าใจได้
             
แย้มๆให้สักนิดก็ได้ เช่น คนดีนั้นต้องเป็น “พหูสุตร” คือมีความรอบรู้เชี่ยวชาญในพหุศาสตร์ ภาษาสมัยใหม่เรียกว่ามีความรู้แบบองค์องค์รวมเชิงบูรณาการ มีความเป็น “อัตตัญญุตา” คือรู้จักตัวเองอย่างแจ่มแจ้งแจ่มชัด มีความเป็น “ปริลัญญุตา” คือเข้าใจบริบทของชุมนุมชนตนอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง ที่สำคัญคือต้องมีความเป็น “ธัมมัญญุตา” คือรู้หลักเหตุผลแห่งความธรรมดา ที่ภาษาพระเรียกว่า “หลักอิทัปปัจจยตา” นั่นแหละ เป็นต้น
             
ฟังดูแล้วน่าจะหาได้ไม่ง่ายนักใช่ไหม?สำหรับสังคมไทยวันนี้!
             
 ถ้าอย่างนั้นก็เอา “คนดี” แค่ตามคำนิยามของท่านประธาน เหมา เจ๋อ ตุง นักปราชญ์ นักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ที่ฝ่าฝันนำพาประเทศจีนเก่าจากการเป็นประเทศที่คนอดตาย มาเป็นประเทศ “บิ้กเบิ้ม” ในปัจจุบันก็น่าจะพอละกระมัง?
               
ประธานเหมาฯสรุปไว้ว่า “คนดี คือคนที่มีข้อบกพร่องน้อย และไม่ขยายข้อบกพร่องนั้นให้กว้างออก มีประวัติชีวิตที่สร้างสรรค์และมีคุณธรรม ที่สำคัญคือมีจิตใจที่กล้าเสียสละกล้าต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”
               
 เห็นวี่แวของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อจากนายกฯลุงตู่ผู้แสนดีของเราขึ้นบ้างไหม หรือฟังแล้วยิ่งมืดแปดด้าน?