การประกาศท่าที ของ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ว่า "สนใจการเมือง" นั้นนับเป็น "จุดเริ่มต้น" เท่านั้น เพราะ"ทิศทาง"ว่าหัวหน้า คสช. จะเดินต่อไปทางไหน จะเลือกสนับสนุนใคร พรรคการเมืองไหน หรือจะมีชื่อเข้าไปอยู่ในพรรคใด ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่ต้องร้องเพลงรอความชัดเจน กันอีกไม่กี่อึดใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นเอฟเฟกต์ตามมาทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าสนใจการเมือง คือปฏิกิริยาจาก "นักการเมือง" จากพรรคต่างๆ ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือการต่อต้านไม่ขานรับในทิศทางที่เป็นบวก แต่อย่างใด เนื่องจากวันนี้ "คนกลาง" กำลังจะโดดลงมาเล่นในสนามเสียเอง มิหนำซ้ำในมือยังกุมทุกความได้เปรียบเอาไว้ แทบทุกทาง

ทั้งอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย, ประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทยพัฒนา เองแม้จะไม่ได้แสดงความแปลกใจต่อการประกาศท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ขณะเดียวกัน ต่างก็อดที่จะแสดงความกังวลไม่ได้ว่า "ความได้เปรียบ" ที่อยู่ในมือรัฐบาลและ คสช. นั้นจะยิ่งเป็น "เงื่อนไข"ที่ทำให้นักการเมือง เดินหน้าขยับได้ยากมากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับเข้ามาเป็นนายกฯรอบสอง

ล่าสุดการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ของกระทรวงมหาดไทยทั้ง24 ตำแหน่ง ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 25 ก.ย. อย่างฉลุย ทั้งในส่วนของ ผู้ว่าราชการจังหวัด14 ตำแหน่งและผู้ตรวจราชการ 10 ตำแหน่ง

แน่นอนว่าในสายของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคที่ยืนอยู่คนละขั้วกับคสช. ย่อมจับตาและเช็กสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดที่มีการเปลี่ยนแปลงในรอบนี้ ยิ่งเมื่อเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายปลายปี แต่กำลังจะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง ในต้นปีหน้า 2562 หากไม่มีการเลื่อนออกไปเสียก่อน

"ผมไม่ได้แปลกใจเมื่อเห็นการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทยเท่าใดนักเพราะนี่คือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการจัดสรรพกำลังของฝ่าย คสช. โดยผ่านอำนาจรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยและเชื่อว่ายิ่งในช่วงใกล้การเลือกตั้ง ในต้นปีหน้า ก็อาจจะใช้วิธีการแต่งตั้งโยกย้ายนอกฤดูกาล เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางการเมือง ให้มากที่สุด"

แกนนำจากพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์และยอมรับว่า ด้วยความได้เปรียบข้อนี้ทำให้ทุกพรรคการเมืองที่ไม่ใช่เฉพาะพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเจอกับปัญหา "เลือดไหล" มีอดีต ส.ส.ของพรรคทยอยกันย้ายไปซบพรรคการเมืองต่างๆโดยเฉพาะการย้ายไปอยู่กับ "พรรคพลังประชารัฐ" และ "พรรครวมประชาชาติไทย" ที่ล้วนแล้วแต่เคยเป็น "คนคุ้นเคย"กันทั้งสิ้น

การขยับ สับเปลี่ยน ทุกกลไกในมือของรัฐบาลย่อมไม่ได้เน้นเฉพาะที่การวางตัวข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปยังกระทรวงต่างๆเท่านั้น หากแต่ยังต้องจับตากันต่อไปเป็นระยะๆว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำนั้น ยังอาจมีความสัมพันธ์ กับสถานการณ์การต่อสู้ในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ แนวรบของคสช. จึงไม่ใช่มีเพียง "กลไก" ทางการเมืองที่วิ่งวุ่น เดินสายดูดกันให้คึกคักเท่านั้น หากแต่อานุภาพของทัพข้าราชการนั้นย่อมมีความหมาย ไม่แพ้กันเลยทีเดียว !