“เพซ ดีเวลลอปเมนท์” ปรับแผนลงทุนเน้นค่อยเป็นค่อยไป ทำเลเด่น กลุ่มเป้าหมายชัด แต่ยังเป็บระดับไฮเอนด์ เผยปี62 เล็งเปิด 1 โครงการมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000-10,000 ล้านบาท

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ไปของบริษัทจะเป็นในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน แต่ยังเป็นโครงการระดับไฮเอนด์ พร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆมาพัฒนาโครงการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 บริษัทคาดว่าจะลงทุนเปิดโครงการใหม่แค่ 1 โครงการ มูลค่ารวม 5,000-10,000 ล้านบาท

ทั้งนี้การที่บริษัทยังเน้นพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์ เนื่องจากเป็นตลาดที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จค่อยข้างมาก โดยที่ผ่านมาบริษัทมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและปิดการขายไปแล้ว ได้แก่ โครงการไฟคัส เลน ศาลาแดง เรสเซิเดนเซส และ โครงการแลนด์มาร์คมหานคร ปัจจุบันบริษัทมีโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท

ส่วนความคืบหน้าในส่วนของโครงการที่มีการทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ อย่าง โครงการ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก ปัจจุบันมียอดแบล๊กล็อค 2,062 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายประมาณ 301 ล้านบาท คาดจะสามารถโอนทั้งหมดได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ , โครงการมหาสมุทร วิลล่า มียอดแบล๊กล็อค 649 ล้านบาท มีวิลล่าเหลือขายประมาณ 3,095 ล้านบาท, โครงการ นิมิต หลังสวน มีแบล๊กล็อค 6,914 ล้านบาท คาดจะเริ่มโอนได้ทั้งหมดภายใน ไตรมาส 3 ปี2562 และโครงการ วินด์ เซลล์ นราธิวาส มียอดแบล๊กล็อค 792 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามในส่วนของการพัฒนาโครงการที่เน้นนำนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาใช้ในโครงการ ล่าสุดบริษัท บริษัทได้ลงทุนใช้นวัตกรรมท่อน้ำทิ้งสำหรับอาคารสูงที่มีประสิทธิภาพจาก Geberit Sovent สำหรับการก่อสร้างโครงการ นิมิต หลังสวน โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้รับเลือกใช้ในโครงการที่พักอาศัยและโรงแรมระดับห้าดาวในยุโรปและอเมริกา ซึ่งนิมิต หลังสวน นับได้ว่าเป็นโครงการที่พักอาศัยแรกและโครงการเดียวในประเทศไทยที่เลือกใช้ระบบจัดการน้ำจดสิทธิบัตรนี้

สำหรับโครงการนิมิต หลังสวน ถือเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่กรรมสิทธ์ฟรีโฮลด์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนทำเลถนนหลังสวน พร้อมขนาดพื้นที่โครงการรวมกว่า 2 ไร่ ติดสวนลุมพินีและมีมูลค่าโครงการประมาณ 8,000 ล้านบาท มี 178 ยูนิต ขนาดตั้งแต่ 78 - 640 ตร.ม. ปัจจุบัน มียอดขายแล้วกว่า 90% ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 6,914 ล้านบาท โดยราคาที่จำหน่ายในขณะนั้นอยู่ที่ 310,000-320,000 บาทต่อตร.ม. และอีก 10%ที่เหลือคาดว่าราคาน่าจะอยู่ที่ 650,000 บาทต่อตร.ม. โดยห้องที่เหลือขายเป็นห้องเพนท์เฮาส์ ขณะที่การก่อสร้างคาดว่าปีนี้จะสามารถสร้างได้ถึงชั้น 50 และช่วงกลางปีหรือปลายปี2562 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ถึงชั้น 54