ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

ในที่สุด “การปฏิรูปประเทศ” ได้กำหนด “ยุทธศาสตร์” เป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกระดับชั้นทั้ง “ยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี” ที่เสร็จสรรพทั้งหมด 6 ด้าน และที่สำคัญถ้าใครไม่ปฏิบัติ แน่นอนภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ติดคุก!” เพราะบ้านเมืองเราไม่เคยมี “แผนยุทธศาสตร์” มาก่อนเลย มีเพียงรัฐบาลนี้เท่านั้นที่กำหนด “ยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ” เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทย

ในอดีตเรามีแต่ “แนวพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ” เท่านั้นที่มีตั้งแต่แผนที่ 1 จนถึงแผนที่ 12 เท่านั้น โดยมักเกิดจาก “ภาคราชการ” เป็นผู้ร่างมาโดยตลอดแต่ก็ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง จนทำให้เกิด “ระบบอำมาตยาธิปไตย”

อย่างไรตาม “แผนยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ” ในครั้งนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น “อำมาตยาธิปไตย” ก็เป็นได้ เนื่องด้วยเกิดจาก “รัฐบาลกองทัพ” เพียงแต่องคาพยพของกรรมการของ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก “กลุ่มนักวิชาการ-กลุ่มภาคเอกชน-กลุ่มภาคองค์กรเอกชน และกลุ่มภาคประชาชน” ที่ต่างมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน จนนำมารวมกลุ่มกันแบ่งเป็นแต่ละคณะกรรมการและนำมาบูรณาการให้เป็น “ยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี” ได้ในที่สุดจนได้มีการเสนอทูลเกล้าแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อยู่

ประกอบกับได้มีการกำหนด “แผนปฏิรูป 11 ด้าน” ดังนี้ ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประกาศแล้วในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งมีอีก 2 ฉบับกล่าวคือ ปฏิรูปด้านการศึกษาและปฏิรูปตำรวจ ทั้งนี้ทั้ง “แผนยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี” และ “แผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน และอีก 2 ด้าน” นั้นเพื่อก่อให้เกิดการก้าวข้ามอดีตของประเทศไทยที่ “เลอะเทอะ-เละเทะ” ด้วย “การทุจริตคดโกง-การฉ้อราษฎร์บังหลวง” จาก “กลุ่มนักธุรกิจการเมือง” ที่ทำให้ “การเมืองเน่า” และหนี “วงจรอุบาทว์” ไม่พ้น จนต้องเกิด “การยึดอำนาจ-รัฐประหาร” ไม่พ้นซักทีจนแล้วจนรอดตลอดเวลา 80 กว่าปีที่ผ่านมา

จน “รัฐธรรมนูญปี 2560 บวกกับยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี และแผนปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน” เพื่อกลั่นกรองมิให้นักการเมืองที่ต้องการกอบโกยประโยชน์เข้าพกเข้าห่อแก่สมัครพรรคพวกแก่สมาชิกในครอบครัว แก่พรรคพวกแก่นายทุนซึ่งในกลุ่มประเทศที่เจริญและพัฒนาแล้วจะมี “วัฒนธรรมทางการเมืองที่สูง” จะมีความละอายแก่ใจและสำนึกในความผิดที่ “ทรยศ-หักหลังชาติ (TREASON)”

เพราะฉะนั้น “การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ได้เข้ามาบริหารประเทศชาติตั้งแต่กลางปีพ.ศ.2557 เรื่อยมาได้เพียรพยายามชำระล้างประเทศชาติให้โปร่งใสและพยายามกำจัด “สันดานโกง!” ของคนไทยออกไปจนได้มาซึ่งทั้ง “รัฐธรรมนูญ-ยุทธศาสตร์ชาติ-แผนปฏิรูปฯ” ที่หวังว่า “เราจะได้คนดีคนเก่ง” มาบริหารชาติบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้ เพื่อประโยชน์แก่ลูกหลานเหลนของคนไทย

ในขณะเดียวกัน “แผนการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ก็ได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีแล้วส่งต่อสนช.เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะส่งต่อทูลเกล้าฯ และ ถ้ามีการโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อใดส่งสัญญาณชัดเจนว่า “การปฏิรูปประเทศ” นั้นเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนกระบวนความ กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่ “ยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี” ที่เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วในระดับชาติ ตลอดจน “แผนปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน” ที่ทุกภาคส่วนต้องยึดถือยึดมั่นเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ และล่าสุด “แผนปฏิรูปและพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่มีความสำคัญมากใน “การเมืองการปกครองระดับฐานราก” ที่ “ภาคประชาชน” ต้องมี “ส่วนร่วม” อย่างสำคัญและอย่างแท้จริง!

กล่าวอย่างสำคัญ หมายความว่า “โดยองค์รวมของการพัฒนาชาติบ้านเมืองนั้นตองผนึกสรรพกำลังกันทุกภาคส่วนและทุกระดับ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตลอดจนระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ที่จะก่อให้เกิดภาคประชารัฐได้!”

อย่างไรก็ตามไม่ว่า “ยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี-แผนปฏิรูปฯ-แผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” จะดำเนินเดินหน้าไปอย่างไร ซึ่งต้องเดินหน้าไปอย่างแน่นอนอย่างน้อย 10 กว่าปี ทั้งนี้ “ภาคราชการ” ซึ่งเป็น “กลไกฟันเฟือง” สำคัญที่จะต้องนำนโยบายสำคัญไปปฏิบัติ เนื่องด้วยเป็น “หน่วยงาน-หน่วยทัพ” ที่ต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นให้จงได้ โดย “ผู้นำ” นั้น ซึ่งก็คือ “ภาคการเมือง” ที่ต้องแข็งพอในการผลักดัน มิเช่นนั้น “แผนทั้งหมด” จะแฟบทันที!

นัยยะสำคัญก็คือ “ภาคราชการ” ที่มี “จิตสำนึก” และ “ตระหนัก” ถึงความสำคัญถึง “แผนยุทธศาสตร์-แผนปฏิรูปฯ” ต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศชาติก้าวข้ามอดีตสู่ “อนาคตของประเทศชาติ” ที่นานาอารยประเทศที่เดินหน้าสู่ “สังคมดิจิทัล” กันเรียบร้อยแล้วที่เป็นยุค “สังคมบริบทยุคใหม่” ที่สังคมต้องยึด “หลักธรรมาภิบาล” และไม่สำคัญเท่ากับ “การบริการประชาชน-การตอบสนองประชารัฐ” ที่รัฐบาลปัจจุบัน (คสช.) เพียรพยายามปูพื้นฐานด้านโครงสร้างและระบบที่แข็งแกร่งเพื่อต่อสู่ยอดอนาคต ทั้งการสร้างประเทศชาติให้แข็งแกร่ง และแน่นอนการสร้างทรัพยากรมนุษย์ (คน) ให้ “ทันสมัย” ด้วยการ “รู้เท่าทัน-รู้ทันโลก” และแน่นอน มีความชำนาญและทักษะด้านภาษา และความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยีกับนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์

ถามว่า กว่าจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศชาติได้ด้วยแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปฯทั้งหลายได้นั้น ปัจจุบันเรายังไม่ได้เริ่มเดินก้าวแรกกันเลย แต่เราก็ต้องเริ่มเดินก้าวแรกกันไม่วันนี้ก็วันพรุ่งนี้ หรือไม่เดือนนี้ก็ต้องเดือนหน้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...เราก็ต้องเดินก้าวกันไปพร้อมกันให้จงได้!