เสือตัวที่ 6

ปลายเดือนกันยายนอันเป็นเดือนสุดท้ายของหัวเรือใหญ่ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่มาดำรงตำแหน่งนี้ที่สำคัญในการขับเคลื่อนองคาพยพของรัฐในการต่อสู้กับกลุ่มคนเห็นต่าง ได้แก่ แม่ทัพภาคที่ 4 ในบทบาทของผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาคที่ 4 ที่ปี 2561 นี้ ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องมีการเปลี่ยนคนใหม่ จาก พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช ที่ต้องเกษียณอายุราชการ ในขณะที่พล.ท.ปิยวัฒน์ ยังคงเชื่อมั่นในข้อมูลของตนเองที่เห็นอย่างแน่แท้ว่า ผลงานของตนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สามารถดับไฟใต้อันเกิดจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนลงไปได้อย่างสิ้นเชิง ความเชื่อเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง ที่ตอกย้ำว่า เหตุความรุนแรงในพื้นที่ 80% ล้วนเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัว ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ และธุรกิจมืด ดั่งคำกล่าวอย่างมั่นใจว่า “สมมติประมาณ 10 เรื่อง เป็นเรื่องส่วนตัว 8 เรื่อง เช่น ยาเสพติด ทะเลาะวิวาท การพนัน ชู้สาว จริงๆ เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้เป็นข่าว เพราะเดี๋ยวจะกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่มั่ว แต่ความจริงก็คือความจริง ก็อยากให้สื่อมวลชนไปดูข้อเท็จจริงว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะเหตุอะไร”

ประเด็นที่แม่ทัพท่านนี้ เน้นย้ำหลายต่อหลายครั้งก็คือ บรรดาขบวนการแบ่งแยกดินแดนชื่อคุ้นหู ทั้งพูโล บีอาร์เอ็น เป็นเพียงหนังม้วนเก่าที่ฉายจบไปหมดแล้ว ฉะนั้นผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ควรปลุกผีขบวนการขึ้นมาอีก ถึงกับกล้าประกาศว่า “เรื่องความมั่นคงเป็นสิ่งที่แอบอ้างขึ้นมาว่าเป็นขบวนการนั้นขบวนการนี้ ซึ่งมันไม่มีแล้ว ผมได้ย้ำกับน้องๆ ผู้ปฏิบัติงานไปแล้วว่า อย่าปลุกผีขึ้นมา ผีมันจบไปแล้ว และคนในขบวนการเองก็บอกกับผมว่า ถูกแอบอ้างชื่อไปใช้ โดยเฉพาะเรื่องธุรกิจผิดกฎหมายเป็นหลัก” หากแต่สิ่งที่สะท้อนออกมาจากปากของหัวเรือใหญ่ในการแก้ปัญหาท่านนี้ อาจมองย้อนแย้งกับสาระสำคัญของที่ท่านพูดเอง โดยเฉพาะกรณีที่ว่า เหตุความรุนแรงในพื้นที่ 80% ล้วนเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัว ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ และธุรกิจมืด นั่นแสดงให้เห็นว่า ยังมีเหตุร้ายอีก 20% ที่อาจจะเกิดจากการจงใจสร้างความปั่นป่วนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่เห็นต่างจากรัฐ เพื่อหวังจะสร้างกระแสของความขัดแย้งให้สื่อไปถึงสายตาชาวโลก

ในการก่อเหตุร้ายที่ปะปนกันไปในหลายสาเหตุดังกล่าว ที่แม้จะมาจากการก่อความไม่สงบเพื่อมุ่งหวังจะปกครองตนเอง เพียง 20 % แต่ในจำนวนดังกล่าวย่อมชี้ให้เห็นว่า ยังมีกลุ่มคนที่จะใช้ชื่อเรียกตนเองว่าอย่างใดก็ตามนั้น ยังคงมีอยู่จริงในพื้นที่ หาใช่การพยายามปลุกผีขบวนการแบ่งแยกดินแดนตามที่กล่าวถึงแต่ประการใด และในบรรดาขบวนการก่อความไม่สงบทั้งหลานในโลกใบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนครั้งในการก่อเหตุมากมาย โดยเฉพาะหากโอกาสที่จะก่อเหตุร้ายนั้นกระทำได้ยาก หรือความพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ของกลุ่มคนเห็นต่าง ยังไม่ถึงจุดที่พวกเขาต้องการ การก่อเหตุร้ายเหล่านั้น ก็จะกระทำเท่าที่ทำได้ การก่อเหตุร้ายทั้งหลาย ก็จะกระทำเพียงเพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงให้ยังคงดำเนินต่อไป จนกว่าสถานการณ์ทั้งหลายจะเอื้ออำนวยต่อขบวนการ

และหากจะวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ปลายด้ามขวานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า การขับเคลื่อนของหน่วยงานความมั่นคงได้ลุกคืบอย่างน่าพอใจ กระบวนการแก้ปัญหาได้สอดประสานกันอย่างกลมกลืน จนสามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ล้วนเกิดจากการยอมรับความจริงว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ มีอยู่จริง หากแต่ได้วิวัฒนาการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และกาลเวลาที่เปลี่ยนไป นั่นก็หมายความว่า แนวความคิดในการแบ่งแยกเพื่อการอยู่กันเองอย่างอิสระของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นระดับแกนนำขบวนการนี้ ยังคงเส้นคงวา หาได้มีการเปลี่ยนแปลงไม่ แม้แม่ทัพคนนี้ จะเชื่อว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรงจำนวนมากที่เคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ แต่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงิน การต่อสู้ทางความคิดของคนระดับนำของขบวนการกับคนของภาครัฐ ยังคงต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะหาจุดกึ่งกลางระหว่างกันได้อย่างลงตัวซึ่งไม่รู้ว่าจุดนั้น จะมีอยู่จริงหรือไม่อย่างไร ในระหว่างนี้ ฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่า และยังไม่มีความพร้อม ก็ทำได้เพียงรอคอยหาโอกาส แต่ยังคงคงความคิดอุดมการณ์ของกลุ่มตนเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ไฟใต้คงไม่ลุกโชนหนักบ้าง เบาบ้างมาอย่างยาวนานนับ  14 ปี ผ่านมาแล้ว 8 รัฐบาล 7 นายกรัฐมนตรี ผ่านแม่ทัพภาคที่ 4 มาแล้วถึง 12 คน 

ตอกย้ำสิ่งเหล่านี้ จากการแถลงผลการจับกุมของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เมื่อวันอังคารที่ 18 ก.ย.61  พร้อมทำแผนประกอบคำรับสารภาพของ นายอาริสมัน เจะแต หนึ่งในผู้ต้องหาที่ก่อเหตุขว้างขวดน้ำมันที่ทำเป็นระเบิดเพลิง และกราดยิงสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยได้รับคำสั่งจาก นายรอซาลี หลำโซะ ให้ขี่รถจักรยานยนต์พาผู้ร่วมก่อเหตุรวม 4 คน ไปโจมตีเป้าหมายที่กำหนด เชื่อมโยงการก่อเหตุรุนแรงอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงกันรวมแล้วถึง 4 คดี ทั้งปาระเบิดใส่บ้านชาวบ้านไทยพุทธ ที่บ้านชะเมา ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ยิงสองตายายเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์เสียชีวิตที่ อ.เทพา จ.สงขลา  และเหตุวางเพลิงเผารถจักรยานยนต์ 5 คันที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 9 ก.ย. โดยรับสารภาพว่า การก่อเหตุเหล่านั้น มีการทำอย่างเป็นขบวนการ เพื่อต่อต้านรัฐ อันจะเป็นหนทางไปสู่การปกครองตนเองตามเป้าหมายปลายทางของขบวนการแห่งนี้

สิ่งเหล่านี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่แห่งนี้ ไม่ได้หมดสิ้นไป ความพยายามในการต่อสู้กับรัฐเพื่อบรรลุเป้าหมายปลายทางของคนกลุ่มเห็นต่างจากรัฐ ยังคงมีอยู่ต่อไป และเมื่อใดที่สบโอกาสในการก่อเหตุร้าย สร้างความรุนแรงใดๆ ให้เกิดขึ้นได้ เพื่อสื่อสารความขัดแย้งในพื้นที่ระหว่างรัฐกับคนในท้องถิ่นไปสู่สายตาชาวโลกได้ คนกลุ่มนี้ก็จะลงมือกระทำการดังกล่าวอยู่ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีช่องทางในการสื่อสารระหว่างรัฐกับกลุ่มคนเห็นต่าง เพื่อนำไปสู่การหาจุดกึ่งกลางที่ลงตัวเป็นที่พึงพอใจได้ทั้งสองฝ่าย การต่อสู้ในพื้นที่แห่งนี้ก็คงยังไม่ยุติลงอย่างที่คิด ได้อย่างแท้จริง