ณรงค์ ใจหาญ

การปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยเน้นการสร้างประสิทธิภาพในการค้นหาความจริงในกระบวนการดำเนินคดีอาญาตั้งแต่ชั้นก่อนฟ้อง คือสืบสวน สอบสวน และสั่งฟ้องคดี และฟ้องร้อง ซึ่งมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น เว้นแต่เป็นคดีพิเศษที่ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้รับผิดชอบในการรวบรวมพยานหลักฐาน และในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแห่งชาติ ดำเนินการเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนการฟ้องคดีก่อนที่จะส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายพิเศษที่จะดำเนินคดีกับความผิดอาญาเฉพาะเรื่อง อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณาที่จะนำเสนอในที่นี้คือ กระบวนการสอบสวนสามัญที่รวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญาโดยทั่วไป ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแยกงานสอบสวนให้กับองค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหลักและรับผิดชอบจนจบกระบวนการคือ รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น จึงส่งไปให้แก่พนักงานอัยการเพื่อพิจารณาความสมบูรณ์ของสำนวนการสอบสวน หากเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ก็จะสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม และส่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนสอบสวนเพิ่มเติมประเด็นตามที่กำหนดแล้วส่งกลับมาเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งสำนวนอีกครั้งหนึ่ง กรณีดังกล่าวถือได้ว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยได้แยกความชัดเจนของหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานให้ตกอยู่กับพนักงานสอบสวน ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ หน้าที่ในการตรวจสอบสำนวนการสอบสวน และความครบถ้วนถูกต้องของพยานหลักฐานเพื่อจะนำไปสู่การฟ้องคดีต่อไป เป็นหน้าที่โดยเด็ดขาดของพนักงานอัยการ ถึงแม้จะมีกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีและต้องส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ให้ทบทวนและหากมีความเห็นแย้งให้ฟ้องก็ต้องให้อัยการสูงสุดชี้ขาดอีกครั้ง อันแสดงให้เห็นว่า หน้าที่ในการสั่งคดีท้ายสุดอยู่ที่องค์กรอัยการ เป็นหลักนั่นเอง

หลักการที่กล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่า กฎหมายของไทยเห็นว่ากระบวนการสอบสวนสามัญ มีสองหน่วยงานหลักรับผิดชอบโดยแยกหน้าที่กันชัดเจนระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานกับ การสั่งฟ้องคดี โดยแยกหน่วยงานรับผิดชอบกัน แต่หน่วยงานสั่งฟ้องคดีนั้นยังมีหน้าที่ในการฟ้องคดีต่อศาล นำสืบพยานหลักฐานและการบังคับคดี ซึ่งพนักงานอัยการต้องรับผิดชอบไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด การทำหน้าที่ของพนักงานอัยการในชั้นพิจารณาและชั้นศาลสูงนี้เอง อาจมีข้อบกพร่องหรือมีข้อจำกัดได้ หากการรวบรวมพยานหลักฐานไม่สามารถทำได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ จึงมีแนวคิดในการปฏิรูปการสอบสวนว่าควรปฏิรูปตำรวจและให้พนักงานอัยการเข้ามาควบคุมการสอบสวนตั้งแต่เริ่มคดี เพราะจะทำให้เห็นพยานหลักฐานและตั้งรูปคดีตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อจะนำไปสู่การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในชั้นต้น และเป็นระยะเวลาที่มีความสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่พยานหลักฐานเหล่านั้นยังปรากฏอยู่หากเนิ่นช้าไป พยานหลักฐานบางชนิดอาจสูญหายไปจนไม่อาจรวบรวมได้ในภายหลัง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้แนวทางมาจากระบบการสอบสวนในยุโรป เช่นเยอรมัน หรือบางประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นต้น

ปัญหาของการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนที่เป็นตำรวจนั้น มิได้เกิดจากการไม่มีพนักงานอัยการเข้ามาตั้งแต่แรกเท่านั้น แต่โดยสภาพของการบริหารงานยุติธรรมในชั้นสอบสวนซึ่งต้องอาศัยคนที่มีความชำนาญในเรื่องการสอบสวนเป็นอย่างดี และมีประสบการณ์ในการสอบสวนด้วย แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดี มักจะเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หรือจบปริญญาตรีจากนิติศาสตรบัณฑิต และเข้าอบรมจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสอบสวนในตำแหน่ง รองสารวัตรสอบสวน ซึ่งประสบการณ์ในการสอบสวนจะยังน้อยอยู่ แต่เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น จนได้รับแต่งตั้งเป็นระดับสารวัตร หรือผู้กำกับการ ก็มีภารกิจอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบเนื่องจากงานของสถานีตำรวจไม่ได้มีเฉพาะงานสอบสวน แต่รวมถึง งานบริการประชาชน งานด้านสืบสวน งานป้องกันอาชญากรรม นายตำรวจที่มียศสูงขึ้นก็จะมีภาระหน้าที่ไปดำเนินการอื่น จะเกี่ยวพันกับคดีอาญาในการสอบสวนก็เป็นการให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นสรุปสำนวนในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ไม่ได้ลงมือสอบสวนเองเป็นหลัก ซึ่งตรงกันข้ามกับการบริหารงานของพนักงานอัยการ หรือของศาลยุติธรรม หรือทนายความในสำนักงานต่างๆ ที่จัดสรรงานคดีตามประสบการณ์ของผู้รับผิดชอบ โดยพิจารณาจาก หากเป็นคดีใดที่ยุ่งยากซับซ้อน ก็จะให้ผู้ที่มีประสบการณ์มากและเคยทำคดีนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนคดีใดที่ง่ายไม่ซับซ้อนก็ให้ผู้ซึ่งมีประสบการณ์น้อย ทำไปภายใต้การกำกับดูแลของผู้มีประสบการณ์มากกว่า แล้วค่อยๆ เติมเต็มประสบการณ์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ ระบบงานสอบสวนในหน่วยงานตำรวจแห่งชาติ จึงควรพัฒนาโดยสร้างพนักงานสอบสวนมืออาชีพ และกำหนดความก้าวหน้าของงานสอบสวนโดยไม่ติดกับยศ หรือการเลื่อนไหลตามขั้นของชั้นยศ และลำดับของอาวุโสตามที่เป็นอยู่ เพราะหากดำเนินการเช่นนั้น ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในฐานะหัวหน้าสถานีตำรวจอาจไม่ได้มีประสบการณ์ในการสอบสวนแต่มีประสบการณ์ในด้านการปราบปรามเป็นหลัก พอมาสั่งคดีหรือรับผิดชอบคดีที่จะส่งให้พนักงานอัยการก็ไม่มีองค์ความรู้หรือประสบการณ์ที่จะรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน จนทำให้พนักงานอัยการสั่งคดีได้ ประเด็นนี้จึงควรปรับปรุงและสร้างองค์ความรู้ เพิ่มเติม ฝึกอบรมให้พนักงานสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนมืออาชีพ และสามารถใช้ประสบการณ์ในการสอบสวนคดีได้ โดยปราศจากการแทรกแซงของอิทธิพลในและนอกองค์กร

การเข้ามามีส่วนร่วมของพนักงานอัยการในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานควรเป็นอย่างไร ในต่างประเทศ เช่นเยอรมัน เป็นต้น พนักงานอัยการรับผิดชอบในการสอบสวนและฟ้องร้อง แต่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่สืบสวน และช่วยพนักงานอัยการในการรวบรวมพยานหลักฐานก็มีบทบาทสำคัญในการติดตามพยานและช่วยพนักงานอัยการในการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน ส่วนในระบบอังกฤษ ตำรวจขอให้พนักงานอัยการให้คำแนะนำในการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนที่จะส่งให้พิจารณาสั่งฟ้องคดี แสดงให้เห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนนี้เป็นความร่วมมือระหว่างพนักงานอัยการหรือตำรวจ เป็นหลัก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรใด ที่กฎหมายของประเทศนั้นๆ ให้มีหน้าที่หลักในการสอบสวน และอีกองค์กรหนึ่งเข้ามาเสริมเพื่อทำให้เกิดความครบถ้วนในข้อเท็จจริง ดังนั้นหากจะปฏิรูปการสอบสวนในประเทศไทยซึ่งมีประวัติการแบ่งหน้าที่ระหว่างตำรวจกับพนักงานอัยการชัดเจนนี้ หลักการประสานงานของสองหน่วยงานซึ่งขาดหายไปในกระบวนการสอบสวนของไทย ควรนำมาใช้และกำหนดความชัดเจนว่า เมื่อพนักงานสอบสวนมีความสงสัยหรือขอความช่วยเหลือจากพนักงานอัยการซึ่งต้องนำเสนอพยานหลักฐานในศาลนั้น พนักงานอัยการควรเข้ามาแนะนำอย่างไร และเมื่อสำนวนได้ส่งให้แก่พนักงานอัยการแล้ว แต่พนักงานอัยการเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ถูกต้อง เหตุใดจะต้องส่งให้พนักงานสอบสวนไปสอบเพิ่มเติม ควรให้พนักงานอัยการสอบสวนได้เองเหมือนกับในกฎหมายของสหรัฐอเมริกาบางมลรัฐ เพื่อจะเกิดความรวดเร็วและเมื่อได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน พนักงานอัยการก็จะออกคำสั่งฟ้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกในการประสานงาน ร่วมมือกัน โดยไม่แยกส่วน ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการควบคุม แต่เป็นการประสานความร่วมมือน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปการสอบสวน ซึ่งไม่เคยปรากฏในหลักเกณฑ์ของกระบวนการสอบสวนของไทย แต่ในต่างประเทศมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย