ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

หลังผู้เขียนนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของชุมชนชาวพุทธในการทำกิจกรรมต่างๆ จนนำไปสู่การจัดตั้ง “กลุ่มเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P)” ผนึกผสานจับมือมั่นลุกขึ้นมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในลักษณะต่างๆ มีหลายคนสะท้อนว่า อยากอ่านหรือฟังตัวอย่างข้อมูลจาก “โครงการโครงการวิทยุสาธารณะเพื่อซ่อมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้” หนึ่งในโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย เนื่องจาก “สื่อวิทยุ” เป็นช่องทางที่เข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายที่สุดและเป็นที่นิยมมาก ขณะเดียวกันคำว่า “ซ่อมสร้างความสัมพันธ์” ระหว่างคนต่างศาสนา ยิ่งทวีความน่าสนใจในสถานการณ์ที่พื้นที่กำลังมีปัญหาละเอียดอ่อนในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างพุทธ-มุสลิม

ผู้เขียนขอหยิบยกตัวอย่างรายการวิทยุสาธารณะฯ ที่น่าสนใจบางตอนบางช่วงมาบอกเล่า เช่น ตอน “เขาว่าเราไม่เข้าใจกัน” ผู้ร่วมรายการ คือ ซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์จากหนังสือ “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” และ รักชาติ สุวรรณ์ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ มีการพูดคุยว่า “ความไม่เข้าใจกัน” ระหว่าง 2 ศาสนิก พุทธ-มุสลิม เกิดขึ้นภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบ เพราะเริ่มมีความหวาดระแวง โดยเฉพาะการพยายามสร้าง ชู หรือจัดกิจกรรม (Event) ต่างๆ เพื่อแสดงอัตลักษณ์บางอย่างของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด

ภาษาคือตัวแปรสำคัญ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนทั้ง 2 กลุ่มเกิดความเข้าใจกันมากขึ้น คือ ภาษา ตัวอย่างเช่น คนจีน สามารถสื่อสารภาษามลายูเพราะต้องทำการค้ากับคนมลายู ดังนั้นควรสนับสนุนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถสื่อสารภาษามลายู ฎอริกผู้รู้ท่านหนึ่งบอกชาวอาหรับที่อพยพแถบยุโรปว่า เราต้องเรียนรู้กฎหมายและภาษาที่นั่น เพื่อให้ตนมีศักยภาพในการปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่อื่น มิเช่นนั้นก็จะพูดคนละภาษา การปฏิบัติที่คุ้นชินของคนอีกฝ่ายในการเหมารวม เช่น เรียกมุสลิมว่าแขก จริงแล้วอีกฝ่ายเรียกเพราะความเคยชิน หรือไม่เคยตระหนักว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ทำให้ปัญหาในระดับชุมชนถูกขยายไปสู่วงกว้าง และกลายเป็นประเด็นร่วมของสังคมใหญ่ ทั้งที่เป็นประเด็นในระดับชุมชนเท่านั้น หรือบางครั้งความขัดแย้งนั้นๆ คลี่คลายแล้ว แต่คนที่รับรู้ข่าวยังรู้สึกไม่จบ ซึ่งต้องเริ่มแก้ปัญหาในจุดเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยแก้ปัญหาระดับชุมชนหรือระดับชาติ

การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเกิดจากการยอมรับ เพราะโลกปัจจุบันขึ้นอยู่กับโลกส่วนใหญ่ หรือประชาคมโลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนแค่ 4-5 คนหรือใครก็ได้มาฟันธงได้หรือไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องถามและคุยกัน เพื่อให้เกิดการยอมรับ ซึ่งไม่มีอะไรที่ที่อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้น อย่างกรณีเมืองคาทาลันประเทศสเปนที่ต้องแยกจากประเทศสเปนวันนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย

การเข้าใจความเป็นมนุษย์ หากเรายืนอยู่บนพื้นฐานของมนุษย์ ย่อมเข้าใจความต้องการที่คล้ายกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้เติมเต็มเรื่องความเป็นมนุษย์ของเขาต่างหาก ดังนั้นควรเติมเต็มความต้องการของมนุษย์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากไม่ใช่ในรูปแบบการจัดตั้งแล้ว ความขัดแย้งก็ทุเลาลงบ้าง

สรุปได้ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะเกิดความเข้าใจหรือไม่นั้น สิ่งสำคัญต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ปรับตัว ปรับความคิดเพื่อจะอยู่ด้วยกัน และร่วมกันสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ

ตอนว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ คือ “ศิลปะที่ไม่มีปัญหา” ผู้ร่วมรายการ รศ.พิเชษฐ์ เปียร์กลิ่น อดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี และ ผศ.ดร.เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี สะท้อนว่า “ศิลปะไม่ได้มีปัญหา” แต่คนต่างหากที่มีปัญหา เพราะศิลปะเป็นสิ่งสวยงาม ศิลปะคือสิ่งเยียวยาหรือบำบัดให้มนุษย์มีจิตใจสูงส่งยิ่งขึ้น ยุคอดีต ศิลปะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่เหมือนได้รับอิทธิพลจากส่วนกลาง ไม่มีศิลปะร่วมสมัย ไม่มีมุมมองที่แสดงถึงอัตลักษณ์ สังคมการเมือง ศาสนา หรือสะท้อนความคิดความเชื่อของเยาวชนในพื้นที่ แต่เมื่อมีการก่อตั้งสาขาศิลปกรรมศาสตร์ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา รวมเวลา 10 กว่าปี ทำให้สถาบันการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ที่ประจักษ์ มีความร่วมสมัย มีคุณภาพ กระทั่งได้รับการต้อนรับจากเวทีต่างๆ เป็นอย่างดี

ตัวศิลปะไม่มีความเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้แต่การเมือง เพียงแต่ศิลปินหยิบยกประเด็นต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจในการแสดง หรือสะท้อนออกมา ซึ่งการแสดงออกเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคล แต่ไม่ควรแสดงสิ่งที่เป็นการหมิ่นเหม่ และหากเกิดความผิดพลาด ตัวศิลปินก็ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ ศิลปินต้องเรียนรู้ ศึกษาบริบทในพื้นที่นั้นๆ ว่ามีข้อจำกัดหรือข้อควรระมัดระวังอะไรบ้าง เพราะเราต่างมีจารีตประเพณีและจริยธรรม เช่นกรณีศิลปินชื่อ อเล็ก เฟส  ที่พ่นสีสเปรย์ข้างกำแพงริมถนนนวลสกุลเขตเทศบาลนครยะลา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เป็นบทเรียนที่ศิลปินและหน่วยงานที่รับผิดชอบควรตระหนักว่าแต่ละบริบทในพื้นที่มีข้อควรห้ามอะไรบ้าง  

อย่างไรก็ตาม ศิลปะที่ถูกสะท้อนออกไปมากมาย ผู้มีอำนาจของประเทศหรือคู่ขัดแย้งหลักในพื้นที่จำเป็นต้องเงี่ยหูฟัง และวิเคราะห์อย่างชาญฉลาด ว่าตัวศิลปินกำลังสะท้อนอะไรไปบ้าง ทุกข์หรือสุข เพราะความทุกข์ยากของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความรุนแรง เหตุการณ์ระเบิด การยิงรายวัน หรือกระทั่งปัญหาทางเศรษฐกิจ ยางหรือพืชผักมีราคาตกต่ำ ชาวประมงก็ใช้ชีวิตที่ยากลำบาก กุ้งหรือปลาโตๆ กลายเป็นธุรกิจขายออก ขณะที่ประชาชนตาดำๆ ไม่มีโอกาสรับประทาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผู้นำประเทศต้องทำความเข้าใจ ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา ภาพดอกไม้ ทิวทัศน์สวยๆ จึงไม่ค่อยถูกแสดงออกโดยตัวศิลปินในพื้นที่ เพราะพวกเขาไม่มีดวงตาที่จะสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ ศิลปะคือความจริงที่สะท้อนออกมา ศิลปะคือภาษาที่งดงาม และมีพลังในการจรรโลงจิตใจ หรือต่อกรกับปัญหาต่างๆ ไม่ใช่การมาห้ำหั่นกัน แม้ว่าศิลปะอาจไม่สามารถช่วยสังคมได้โดยตรง แต่ศิลปะก็ไม่เคยทำร้ายใคร

อีกตอนหนึ่ง คือ “พหุวัฒนธรรม พูดกันจัง!” ผศ.ดร. แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ร่วมรายการ บอกว่า สำหรับผู้คนในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่จะพูดเพียงว่าความแตกต่างสามารถอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งไม่เพียงพอหากต้องพิจารณาด้วยว่า กลุ่มต่างๆ ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันหรือไม่ และต้องยอมรับว่าปัจจุบันการปฏิสัมพันธ์ของคนเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากสาเหตุความขัดแย้งรุนแรงแล้ว พื้นที่กลางในการเชื่อมสัมพันธ์ก็ลดน้อยลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เรียนแยกกัน หรือร้านน้ำชาที่คนต่างศาสนิกไม่กล้าเข้าไปนั่ง อย่างไรก็ตาม หากสังคมไทยจะนำแนวคิดพหุวัฒนธรรมมาใช้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ตัวอย่างจากพื้นที่อื่นๆ แต่ไม่ควรคัดลอกมาทั้งหมด แต่ต้องทำการศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ในพื้นที่ให้เหมาะและเป็นไปได้
ตัวอย่างที่ยกมา เป็นเพียงเนื้อหาส่วนหนึ่งซึ่งนับว่ามีรายละเอียดอย่างเจาะลึกและมากด้วยคุณค่าแก่การรับฟัง