รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

“พระเครื่อง” หมายถึง พระที่เป็นเครื่องรางของขลัง เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งเกิดขึ้นมากกว่า 2,000 ปีแล้ว พระเครื่ององค์แรกๆ นั้น จะเป็น “พระกริ่ง” หรือ พระไภสัชยคุรุ หรือพระพุทธเจ้าหมอ แต่ในประเทศไทยนั้นพระเครื่องเริ่มเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน โดยมีการนำพระเครื่องมาแขวนคอ หรือห้อยคอพกติดตัว

ความนิยมในการบูชาพระเครื่องในปัจจุบัน นอกจากจะเกิดขึ้นเพราะผู้เช่าบูชาต้องการหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และปกป้องให้แคล้วคลาดจากภัยต่างๆ แล้ว ยังอาจเกิดจากความชื่นชอบในพุทธศิลป์ ความศรัทธาในพุทธคุณหรือพุทธศาสนา ความศรัทธาในตัวผู้สร้างหรือเกจิอาจารย์ รวมถึงเกิดจากความคาดหวังในเชิงธุรกิจ หรือการเป็นพุทธพาณิชย์ที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาล โดยปัจจุบันธุรกิจพระเครื่อง และธุรกิจต่อเนื่องอื่น ๆ เช่น การสร้างพระ นิตยสารพระเครื่อง เป็นต้น น่าจะทำให้เงินสะพัดในวงจรธุรกิจมากกว่า 40,000 ล้านบาท และจากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยทำให้พบว่าในปี 2559 มีคนเล่นพระมากถึงสิบล้านคนทั่วประเทศ

จากการการเติบโตอย่างรวดเร็วของวงการพระเครื่องในเชิงพุทธพาณิชย์ ถือเป็นประเด็นที่ควรศึกษา และให้ความสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ทั้งด้านความศรัทธาและด้านธุรกิจ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวพุทธที่มีต่อพระเครื่องทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,126 คน ในประเด็น คนไทยคิดอย่างไร? กับ พระเครื่อง สรุปผลได้ ดังนี้

คนไทยคิดอย่างไร? กับการห้อย/แขวนพระเครื่อง ของคนไทย พบว่า “คำตอบ” ที่ประชาชนตอบมากที่สุด ร้อยละ 56.86 คือ เคารพบูชา เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ช่วยปกป้องคุ้มครอง รองลงมา ได้แก่ เป็นความเชื่อความศรัทธาของแต่ละบุคคล เป็นสิทธิส่วนบุคคล ร้อยละ 25.01 เป็นไปตามแนวทางวิถีของชาวพุทธ เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ร้อยละ 14.13 และสวมใส่เป็นเครื่องประดับ เพื่อความสวยงาม ควรห้อย/แขวนอย่างเหมาะสม ไม่รุ่มร่าม ร้อยละ 4.00

คนไทยห้อยและแขวนพระมากน้อยเพียงใด? พบว่า “คำตอบ” ที่ประชาชนตอบมากที่สุด ร้อยละ 70.30 คือ ห้อย/แขวน เพราะ มีความศรัทธา เลื่อมใส มีแล้วรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย ได้มาจากพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ เป็นสิริมงคลกับตัวเอง ฯลฯ รองลงมา ได้แก่ ไม่ห้อย/ไม่แขวน ร้อยละ29.70 เพราะกลัวลืม ทำหล่นหาย ถูกขโมย ไม่มีสร้อยที่เหมาะสม เก็บไว้บูชาที่บ้าน เป็นพระที่มีราคา แพ้สร้อย ฯลฯ
พระเครื่องที่คนไทยห้อย/แขวนมากที่สุด คือพระรุ่นใด? พบว่า “คำตอบ” ที่ประชาชนตอบมากที่สุด ร้อยละ47.79 คือ หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ รองลงมา ได้แก่ พระสมเด็จโต ร้อยละ 21.90 พระพุทธโสธร/หลวงพ่อโสธร ร้อยละ 12.87 พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ ร้อยละ 9.44 และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ร้อยละ 8.00

พระเครื่องที่คนไทยห้อย/แขวน ได้มาจากที่ใด? พบว่า “คำตอบ” ที่ประชาชนตอบมากที่สุด ร้อยละ 41.13 คือ เช่ามา รองลงมา ได้แก่ พ่อแม่มอบให้ ร้อยละ 32.15 ผู้ใหญ่/เจ้านายให้มา ร้อยละ 7.73 ญาติพี่น้องให้ ร้อยละ 6.96 ปู่ย่า/ตายายมอบให้ ร้อยละ 6.51 และเพื่อนให้ แฟนให้ พระ/ที่วัดแจก เป็นต้น ร้อยละ 5.52

คนไทยมีความคิดเห็นต่อตลาดพระของไทยขณะนี้อย่างไรบ้าง? พบว่า “คำตอบ” ที่ประชาชนตอบมากที่สุด ร้อยละ 42.84 คือ ตลาดใหญ่ เติบโตอย่างรวดเร็ว ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ รองลงมา ได้แก่ เป็นการทำธุรกิจมากขึ้น มีการปั่นราคา สร้างรายได้ ร้อยละ 20.02 เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ตลาดพระซบเซา ร้อยละ 13.63 ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานราคาเช่าบูชา มีการปลอมพระ มีมิจฉาชีพแฝงเข้ามา ร้อยละ 12.26 และเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม เฉพาะผู้ที่สนใจ เกิดการแลกเปลี่ยน ข้อมูลกัน ร้อยละ 11.25

ผลการสำรวจที่ปรากฏ นอกจากจะเป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของคนไทยที่มีต่อพระเครื่องแล้ว ยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและพฤติกรรมการบูชาพระเครื่องของคนในสังคมอีกด้วย ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธว่าแม้ ณ วันนี้ สังคมไทยจะเข้าสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเป็นยุคของการมุ่งขับเคลื่อน “เศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม” (Value–Based Economy) ก็ตาม แต่เรื่องเครื่องราง ของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพลังพุทธคุณ ยังคงเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกและเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจของคนในสังคมไทย

เมื่อคนในสังคมไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องอย่างเหนียวแน่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีมิจฉาชีพจำนวนไม่น้อยแฝงตัวเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ที่นิยมสะสมพระเครื่อง วัตถุมงคล หรือต้องการปล่อยเช่าพระเครื่อง ดังนั้นผู้นิยมสะสมพระเครื่องทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ต้องรู้จักหมั่นสะสมความรู้ และเพิ่มพูนทักษะความชำนาญในการแยกแยะพระเครื่องแท้หรือปลอม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้โดยง่าย

สังคมไทย ณ วันนี้ อาจมีข่าวสารที่นำเสนอเกี่ยวกับการหลอกลวง ฉ้อโกงกันของกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ ที่เป็นเรื่องเล่าขานในสังคมมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง

แต่ ณ วันนี้ ถ้าวงการเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเครื่องยังหลอกลวง ฉ้อโกงได้ แล้วจะพอมีอะไรเหลือไว้ให้ “ประชาชน” ได้เป็นที่พึ่งทางใจได้บ้าง…

จะหลอกลวง ฉ้อโกงอะไรก็ทำเถอะ แต่อย่า!! หลอกลวง ฉ้อโกงเรื่องเครื่องรางของขลังเลย…เห็นใจ “คนที่มีจิตศรัทธาโดยเนื้อแท้” บ้างเถอะ!!