สถาพร ศรีสัจจัง


 ในแง่ของนักคิดสังกัดกระบวนทัศน์ (Paradigm) ที่เรียกว่า “ทฤษฎีว่าด้วยความขัดแย้ง” (Theory of confiict) ของชาวตะวันตก (ถึงวันนี้ชาวตะวันออก เราก็สมาทานรับมาเป็นสรณะกันเยอะแยะแล้ว ดูเหมือนบรรดาหัวขบวนของพรรคตั้งใหม่(กำลังฮ็อต?) รอรับการเลือกตั้งที่ชื่อ “พรรคอนาคตใหม่” ส่วนใหญ่ก็มีกรอบแนวคิดการวิเคราะห์สังคมสังกัดอยู่ในสกุลคิดนี้?) ที่ส่วนหนึ่งมักนิยมเรียกกันว่า สกุล “วัตถุนิยม” (ภาษาฝรั่งเรียก “Materialism” ที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับสกุล “จิตนิยม”หรือ “Idealism” นั่นแหละ ไม่ใช่พวกนิยม หรือบ้าคลั่งวัตถุสิ่งของอะไรหรอกนะ, เป็นคนละเรื่องกัน! ) ถือกันว่า เรื่องของ “พื้นที่”(Space )และ “เวลา” (Time) เป็นเรื่องสำคัญมาก

          
ที่ว่าสำคัญก็คือ นักคิดสกุลนี้เชื่อว่า “พื้นที่และเวลา” จะเป็นตัวกำหนดหรือชี้ขาดว่าสิ่งนั้นๆ(Phenomina) จะเกิดขึ้นอย่าง “เป็นจริง” ได้หรือไม่อย่างไร  จำเป็นต้องมี “พื้นที่และเวลา” ที่เหมาะสมสอดคล้อง 
         
 อธิบายเป็นภาษาเชิงทฤษฎี “วัตถุนิยมวิภาษวิธี” (Dialectical Matterialim) ของ “นักนิยมความคิดคาร์ล มาร์กซ์” (Marxist) แบบฟังยากๆได้เป็นทำนองประมาณว่า.. “ปรากฏการณ์ที่เกิดจากความขัดแย้ง(ที่ดำรงอยู่ตลอดเวลา)ของสิ่ง(Subjective)จะเคลื่อนเปลี่ยนสำแดงคุณภาพใหม่(เป็นสิ่งใหม่)ได้ก็ต่อเมื่อมีความสอดสัมพันธ์อย่างเป็นเอกภาพกันระหว่างเงื่อนเหตุความขัดแย้งภายในของสิ่งนั้นๆ(Subjective)กับเงื่อนไขภววิสัย(Objective)ที่ดำรง”
           
สรุปให้ง่ายๆเป็นภาษาชาวบ้านแบบเราๆก็น่าจะได้ออกมาเป็นทำนองว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนเหตุของตัวตนตามเงื่อนไขที่สัมพันธ์โดยตรงกับพื้นที่ และเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องของมันเอง”
            
ฟังแล้วดูคล้ายๆกับหลัก “อนิจจัง” ที่อธิบายได้ด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท หนือ หลักอิทัปปัจยตาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนายังไงก็ยังงั้น!(ไปคุยกับพวก'มาร์กซิสต์'หลายคนบอกว่าไม่เหมือนเสียทีเดียว-เรื่องนี้คงต้องให้บรรดา “ผู้รู้” 'เขาว่ากันไปเองเถอะนะ !)
           
ทำไมจึงต้องพูดถึงเรื่อง “พื้นที่ และเวลา” ในช่วงยามนี้? ที่ต้องพูดก็เพราะว่า โดยความเข้าใจหรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่และเวลานี้เอง ที่จะมีส่วนอย่างสำคัญต่อการเคลื่อนขบวนทางการเมืองไทยยามนี้!
             
เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้รักความเป็นธรรมทางสังคมมาทุกยุคทุกสมัยว่า บรรดานักคิดนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม ที่เข้าร่วมขบวนการทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ(ในอดีต) เพื่อมุ่งผลักเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวสู่จุดหมายแห่ง “เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ” ที่แท้จริงของมวลชนนั้น มีและเกิดขึ้นมาโดยตลอด 
             
แต่น่าจะไม่มีกลุ่มผู้คนขบวนไหนหรือยุคไหนที่จะมีจำนวนมาก มีความเข้มข้นมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง และ “อุทิศ” อย่างถึงที่สุด เท่ากับชาวขบวนที่เคยเข้าร่วมสังกัดสิ่งที่เรียกว่า “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ทั้งโดยเต็มใจหรือจำยอม ทั่งโดยกระโจนเข้าหาหรือตกกระไดพลอยโจน ฯลฯ
               
โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยช่วงหลังเหตุการณ์ “วันฆ่านกพิราบ” 6 ตุลาคม พ.ศ.2519
                
ครั้งนั้นพรรคการเมืองชื่อดังกล่าว(แม้จะเป็นพรรคนอกกฏหมายในยามนั้น)เปี่ยมอุดมไปด้วยกลุ่มคนระดับ “หัวกะทิ” ทั้งระดับ “ขิงแก่” ที่จัดจ้านจัดเจน และคนหนุ่มสาวที่คุกรุ่นไปด้วยพลังธรรมแห่งการมุ่งหวังเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่คุณภาพใหม่ ที่ “มวลมหาประชาชนไทย” จะได้ยืนอยู่บนความเสมอภาค ความมีเสรีภาพ และความมีภราดรภาพในสังคมเสียที! 
                 
แต่แล้ว...พรรคดังกล่าวก็กลับเกิดอาการล่มสลาย'แตกดังโพล้ะ จนเกินจะมีมือหมอคนไหนกลุ่มใดเยียวยาได้...ช่างน่าเสียดายโอกาสทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง!(บางใครแอบรำพึงเช่นนั้น!)
               
 เพราะอะไรทำไม? คำถามนี้ คงต้องเรียนถามคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (ว่าที่)หัวหน้าพรรค “อนาคตใหม่” ให้ช่วยเป็นคนช่วยตอบ, แต่ดูเหมือนบางใครมีคำใบ้ไว้ให้แล้ว ก็คือคำว่า “พื้นที่และเวลา” นั่นไงละครับ!!!