ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2528 องค์การสหประชาชาติ (UNITED NATIONS) ได้ประกาศให้ เป็น “ปีเยาวชนสากล” และขอให้ประเทศสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากล ภายใต้ คำขวัญ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” (Participation, Development and Peace) เพื่อมุ่งเน้นให้เยาวชน ซึ่งในที่นี้หมายถึงหนุ่มสาว ที่มีอายุตั้งแต่ 18-25 ปี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต และสามารถช่วยสร้างเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

มิ้น – อรวรรณ  บุตรจินดา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.) ในขณะนั้น จึงได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอความเห็นชอบให้มีวันเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ “20 กันยายนของทุกปี” เป็น “วันเยาวชนแห่งชาติ” เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์สองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ จึงถือได้ว่าเป็นวันสิริมงคลที่เยาวชนควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ เยาวชนจึงควรกระตือรือร้น ในการพัฒนาตนเองและประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ เฉกเช่นยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์

โดยในปี 2561 มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นคณะกรรมการสรรหาและเชิดชูเด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน 11 สาขา ที่ผ่านการพิจารณาเป็นเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 104 ราย กลุ่มเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 18 กลุ่ม บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน 17 ราย และองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน 9 องค์กร รวมทั้งสิ้น 148 ราย

การนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี (พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข) เป็นผู้แทนพระองค์ในการมอบโล่เกียรติยศและ เกียรติบัตร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561 ณ อาคารห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม อิมแพค เมืองทองธานี

มิ้น – อรวรรณ บุตรจินดา อายุ 20 ปี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ลำปาง) ตัวแทน “กลุ่ม ชุด พลิก/ล็อก” โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา จ.สุโขทัย ที่ได้รับรางวัล กลุ่มเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 สาขาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ได้เผยถึง “ชุดพลิก/ล็อก” ว่า เป็นนวัตกรรมช่วยเหลือผู้ป่วย ซึ่งออกแบบเป็นชุดสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เช่น ดึงอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ หรือ ผู้ป่วยที่อยู่ในอาการโคม่า ผู้ป่วยที่อยู่ในไอซียู พวกเราจึงอยากแก้ไขปัญหานี้ โดยคิดเป็นเสื้อที่รักษาภาพลักษณ์ของผู้ป่วยและมีความปลอดภัยสูง โดยที่ตัวเสื้อได้ออกแบบให้มีส่วนล็อกข้อมือเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสามารถยกมือมาดึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ แต่ของโรงพยาบาลทั่วไปจะเป็นการมัดผู้ป่วยไว้กับเตียง

นอกจากนี้ “ชุด พลิก/ล็อก” ยังช่วยพลิกตัวผู้ป่วยได้อีกด้วย คือหากเป็นผู้ป่วยปกติต้องใช้พยาบาล 2-3 คน ช่วยพลิกตัวทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อช่วยในการลดการเกิดแผลกดทับ แต่ชุดของเราเพียงแค่คนเดียวก็สามารถพลิกตัวผู้ป่วยได้ คือประหยัดทั้งเวลา ประหยัดจำนวนพยาบาลที่มาช่วย ซึ่งปัจจุบันอัตราพยาบาลกับผู้ป่วยต่างกัน พยาบาลค่อนข้างทำงานหนัก ดังนั้นชุดนี้จึงเหมือนเป็นการลดความบาดเจ็บของผู้ป่วย และลดการทำงานของพยาบาลด้วย

เรายังได้นำวัสดุในจังหวัดมาใช้ โดยเป็นผ้าหมักโคลน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือให้ความรู้สึกนุ่มนวล ระบายอากาศได้ดี และมีความหนาแน่นซึ่งเป็นผ้าปกติจะบางเบา ไม่หนาแน่น ไม่สามารถทนแต่แรงดึงได้ แต่ของเราเป็นผ้าฝ้าย แล้วนำมาหมักโคลนเพื่อให้คุณสมบัติของผ้าเพิ่มขึ้น ทำให้ผ้าสบายกว่า ต้นทุนต่อตัวราคาไม่เกินราคา 1000 บาท แต่หากเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื่อว่าราคาจะลดต่ำลง เราทำชุดนี้เพื่อต้องการช่วยเหลือสังคมจริงๆ เพราะได้มีโอกาสพบเห็นว่าผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ทั้งบ้านและโรงพยาบาลค่อนข้างมีจำนวนมากจริงๆ ใช้คนดูแลค่อนข้างมาก” อรรวรรณกล่าว

ตัวแทน “กลุ่ม ชุด พลิก/ล็อก” กล่าวอีกว่า นวัตกรรม “ชุดพลิก/ล็อก” เกิดขึ้นได้โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากได้มีโอกาสไปเข้าค่าย โครงการ move World Together เป็นโครงการในเครือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้ให้การสนับสนุน มีอาจารย์จากคณะต่างๆมาให้คำแนะนำ ทั้งด้านดีไซน์ ด้านการออกแบบ และ ด้านพยาบาล โดยโครงการนี้เที่ช่วยกระตุ้นให้เราแก้ไขปัญหารอบตัว ปัญหาสังคมที่เราพบเจอ ซึ่งนวัตกรรมนี้จุดประกายมาจากการที่โรงเรียนอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล เวลาที่ไปเยี่ยมเพือนที่โรงพยาบาลก็จะพบเจอภาพที่ผู้ป่วยถูกผูกมัดแบบนี้ จึงอยากแก้ไขปัญหานี้จริงๆ และก็อยากนำวัสดุในท้องถิ่นอย่างผ้าหมักโคลนมานำเสนอ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อได้ทางโครงการ Move World Togerther”

“ฝากถึงเพื่อนๆว่า จริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อสังคมก็ได้ แต่อาจเริ่มจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เริ่มจากที่บ้าน เริ่มจากโรงเรียน เริ่มจากเพื่อนเรา เป็นจุดเล็กๆ ที่เริ่มจากตัวเราง่ายๆ เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรใหญ่เพราะอาจจะยาก การที่เริ่มจากเล็กๆ เหมือนกับทุกคนเริ่มกันคนละนิดๆ ก็จะกลายเป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น” อรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย