พุทธมณฑล จ.นครปฐม  ปูชนียสถานที่นับเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาสำหรับพุทธศาสนิกชนในระดับประเทศและระดับโลก ด้วยอาณาบริเวณที่กว้างขวาง ร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ และองค์ประกอบทางพุทธศาสนาสมบูรณ์ครบถ้วน จึงกลายเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา รวมถึงงานประเพณีและกิจกรรมทางพุทธศาสนาอื่นๆ อาทิ วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันลอยกระทง วันเด็กแห่งชาติ กิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม กิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน หรือ การจัดประชุมสัมนาพระสังฆาธิการ เป็นต้น

แต่กว่า “พุทธมณฑล” จะมาเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาเช่นนี้ ก็มีมูลเหตุการจัดสร้าง รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจ อันเกี่ยวเนื่องกับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ ที่ยังคงโด่งดังมาถึงปัจจุบัน ซึ่งจะเล่ากล่าวพอเป็นเกร็ดความรู้ไปคุยต่อได้ดังนี้ ...

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อสมัยการขึ้นครองอำนาจของรัฐบาลชาตินิยมครั้งแรก ของ ฯพณฯ จอมพลแปลก ขีตตะสังขะ  หรือที่รู้จักกันในนนาม จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในช่วงปี พ.ศ.2481-2487 ซึ่งเป็นช่วงที่สยามประเทศกำลังมีความฮึกเหิมจากการได้ดินแดนคืนจากฝรั่งเศส และร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น เพื่อสร้างเผ่า "ไทยสยาม" ให้ยิ่งใหญ่เหนือเผ่าไทยอื่นๆ

ในยุคนี้มีเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของพระเครื่องที่ท่านผู้นำได้อาราธนาติดตัวมากมาย อาทิ หลวงวิจิตรวาทการ คยเห็นมีแสงรัศมีเปล่งออกมาจากตัว จอมพล ป. และศรัทธาแก่กล้าถึงขนาดก้มลงกราบต่อหน้าสาธารณะชน สอบถามได้ความว่าเป็นแสงที่เปล่งมาจาก ‘พระเครื่อง’ ที่ท่านห้อยติดตัวอยู่ แม้กระทั่งในการขึ้นครองอำนาจครั้งที่สอง (พ.ศ.2491-2500) เมื่อทหารเรือก่อกบฏแมนฮัตตัน จี้จับท่านเป็นตัวประกันอยู่ในเรือรบ ผู้หวังดีพากันทิ้งระเบิดและยิงเรือที่ท่านถูกจับอยู่ ท่านก็ยังสามารถกระโดดลงน้ำว่ายหนีกลับขึ้นฝั่งอย่างน่ามหัศจรรย์ ล่ำลือกันว่าเป็นเพราะพระเครื่องที่ท่านห้อยแขวนอยู่อีกเช่นกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าท่านห้อยพระอะไร นี่ยังไม่นับการถูกลอบสังหารโดยการวางยาพิษในอาหาร และการลอบยิงหลายต่อหลายครั้งที่แคล้วคลาดมาได้ทั้งสิ้น
 
นับได้ว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือฉายา ‘จอมพลกระดูกเหล็ก’ ของพวกเรานั้น เป็นผู้นำที่มีศรัทธาในพุทธคุณอย่างเหนียวแน่น และความศรัทธาของท่านก็เผื่อแผ่มายังประชาชนชาติไทยที่เพิ่งเปลี่ยนนามใหม่ๆ หมาดๆ จาก ‘สยาม’ จะเห็นได้จากสงครามอินโดจีนที่มีการสร้างพระบำรุงขวัญแจกทหารจนเป็นที่เลื่องลือรู้จักกันในชื่อ ‘พระพุทธชินราชอินโดจีน’ และเป็นที่นิยมมาจนถึงยุคนี้
 
การดำริสร้าง ‘พุทธมณฑล’ ในครั้งแรกนั้น ท่านจอมพลฯ ประสงค์ที่จะสร้างปูชนียสถานเป็นพุทธบูชาและเป็นพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบรอบ 2,500 ปี  และเพื่อสถาปนารัฐไทยให้เป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของโลก โดยเฉพาะ ‘พุทธแบบหินยาน’ โดยครั้งแรกโครงการจัดสร้างนี้เกิดขึ้นที่ จ.สระบุรี ควบคู่ไปกับโครงการย้ายเมืองหลวงใหม่ไปอยู่ จ.เพชรบูรณ์ ผลปรากฏว่าทั้งสภาล่างสภาบนวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย และลงมติไม่อนุมัติ นอกจากนั้น ท่านจอมพลฯ ก็ตกจากอำนาจด้วยเพราะแพ้โหวตในสภาด้วย
 
โชคบุญหนุนนำแม้จะถูกขึ้นศาลทหาร ท่านไม่ยักกะเป็นอะไร แถมยังกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ท่านก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสร้างอนุสรณ์สถานอันตั้งความหวังให้เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ ‘พุทธมณฑล’ แห่งใหม่ที่ จ.นครปฐม จึงถูกดำเนินการขึ้น โดยตั้งงบประมาณทั้งสิ้น 25 ล้าน แต่กระทรวงการคลังให้ได้แค่ 4 ล้านต้นๆ เท่านั้น ด้วยความเป็นอัจฉริยะของท่านผู้นำซึ่งเลื่อมใสในพุทธศาสนาและเชื่อมั่นในพุทธคุณ ได้ประกาศจัดสร้าง "พระ 25 พุทธศตวรรษ" เพื่อให้ประชาชนเช่าบูชา ในปี พ.ศ.2497 แล้วจัดงานพุทธาภิเษกฉลองสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นับเป็นการทำธุรกิจพระเครื่องโดยรัฐบาลเป็นครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่มีการตั้งประเทศเป็นต้นมา 

ภายในอาณาบริเวณ

จอมพล ป.พิบูลสงคราม

 
กิจกรรมทางพุทธศาสนา

พระที่ถูกสร้างขึ้นนั้นเป็น ‘พระพุทธลีลา’ นั้น นัยว่าเป็นการก้าวย่างไปข้างหน้าของพุทธศาสนา โดยมี พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ มือขวาท่านผู้นำ เป็นประธานการจัดสร้าง ประกอบไปด้วย พระพุทธรูปยืนปางลีลาแบบเดียวกับพระองค์ประธานพุทธมณฑล, พระเนื้อทองคำหนัก 6 สลึง จำนวนเท่ากับกึ่งพุทธกาล ผลปรากฏว่าเกิดการบังคับเช่ากันทั่วหน้าโดยเฉพาะสถานที่ราชการ ณ ตอนนี้ราคาเป็นแสนแล้ว แต่เวลาเช่าให้ดูเม็ดกลมใต้ฐานบัว และรอยเส้นแตกที่ตัว "มะ" เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมี เนื้อเงินแท้ เนื้อนาก ซึ่งสร้างจำนวนน้อย แต่สำหรับ เนื้อชิน และพระเนื้อดิน นั้นสร้างอย่างละ  2,421,250 องค์ ใจจริงจะสร้างให้ครบทั้งหมด 5 ล้านคน แต่ปรากฏว่าเกิดบล็อคแตกเสียก่อนในการปั๊มพระเนื้อชิน ทำให้บางส่วนด้านล่างใต้ฐานมีขีดเล็กๆ คล้ายเข็มเย็บผ้า เรียกว่า "มีเข็ม" กลายเป็นพิมพ์นิยมไป ต่อมาได้ยังมีการออกเหรียญใบเสมา 25 พุทธศตวรรษเพิ่มขึ้นอีกด้วย

พระ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อทองคำ

พระ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อชิน

พระ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อดิน

 
อย่างไรก็ตาม นับว่าท่านจอมพล ป. ได้ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ คือ สามารถจัดซื้อที่ดินสร้างพุทธมณฑลสำเร็จตามประสงค์ รวมถึงการวางผัง และออกแบบพระพุทธรูปองค์ประธาน โดยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 รัฐบาลจึงได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์พุทธมณฑล ณ บริเวณที่จะก่อสร้างพระพุทธรูปประธานพุทธมณฑล

การก่อสร้าง “พุทธมณฑล” แล้วเสร็จสมบูรณ์ในสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จประกอบพิธีสมโภช เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2525 หลังจากนั้นก็ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมถาวรวัตถุต่างๆ ในพุทธมณฑลมาโดยตลอด เช่น มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และ หอประชุม เป็นต้น

พระ 25 พุทธศตวรรษ เนื้อดิน

เหรียญเสมา 25 พุทธศตวรรษ

ประการสำคัญ พระ 25 พุทธศตวรรษ ทั้ง เนื้อชิน และเนื้อดิน ยังคงเหลือจำนวนมากมายมหาศาลกลายเป็นมรดกตกทอดต่อไปในประเทศ ซึ่งบางส่วนก็คงค้างอยู่ตามสถานที่ราชการ บางส่วนก็ถูกนำไปบรรจุลงกรุเจดีย์ และเป็นที่น่าแปลกใจว่า พระของ ฯพณฯ จอมพลฯ ชุดนี้ ค่อนข้างมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทางด้านคงกระพันชาตรี ประเภทยิงไม่เข้า ฟันไปไม่ออก อันอาจจะเกี่ยวกับความศรัทธาของผู้สร้างที่ต้องระวังภัยทางด้านนี้โดยเฉพาะ จึงนับได้ว่า "พระ 25 พุทธศตวรรษ" เป็นของดีที่ท่านทิ้งไว้จำนวนมาก อันอาจสามารถวางออกจำหน่ายไปจนถึง พุทธศักราช 5000 ตามนโยบายสืบศาสนาของท่านอย่างแท้จริงครับผม

โดย ราม วัชรประดิษฐ์