สมบัติ ภู่กาญจน์

ยุคสมัยนี้ สิ่งที่คนไทยทุกคนพึงทำความเข้าใจ คือ โลกทั้งโลกกำลังมีแต่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอยู่ตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวมตลอดถึงนิสัยใจคอของมนุษย์ ทุกเชื้อชาติทุกประเทศ

สาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้มีปัญญาเขากำลังดำเนินการศึกษาวิเคราะห์กันอยู่ ยังไม่มีข้อสรุปที่แจ้งชัด แต่ที่เชื่อได้แน่นอนอย่างหนึ่งก็คือ การค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆด้านการสื่อสาร มีส่วนทำให้มนุษย์ในยุคนี้ ‘คิดต่าง และทำแปลก’ ไปมากกว่า มนุษย์ในยุคที่สิ่งนี้ยังไม่มีมา

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ‘อาจารย์’ผู้ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผม เคยสอนผมว่า

“ การเปลี่ยนแปลงนั้นคือลักษณะสามัญอย่างหนึ่งของธรรมชาติ และของมนุษย์ ซึ่งตามคำสอนทางพุทธศาสนาท่านเรียกว่า ‘อนิจจัง’

และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผลกระทบบางอย่างย่อมเกิดขึ้นแก่มนุษย์ ซึ่งบางอย่างก็ดี บางอย่างก็ร้าย สิ่งต่างๆที่เกิดนั้นคือ ปัญหา ซึ่งตรงกับที่ทางภาษาพุทธท่านเรียกว่า ‘ทุกขัง’

และทั้งความเปลี่ยนแปลงและปัญหาต่างๆเหล่านี้ มันก็ไม่ได้จีรังยั่งยืน ชนิดที่ว่าเกิดแล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอดก็ไม่ใช่ อย่าพึงใจเชื่อว่าอย่างนั้น เพราะอีกวันหนึ่งมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงต่อไปอีก ซึ่งภาวะแห่งความไม่มีอะไรยึดถือได้ทั้งธรรมชาติและทั้งชีวิตไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์นี้ ก็น่าจะตรงกับความหมายของแนวคิดพุทธศาสนาที่ท่านเรียกว่า ‘อนัตตา’

เพราะฉะนั้น ในเวลาที่มนุษย์จะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น และมีผลที่จะต้องเกี่ยวข้องในชีวิต เราก็ควรจะต้องหาหลักคิด หลักพิจารณาว่า เราจะเผชิญปัญหากับ‘ทุกขัง’เหล่านั้นกันอย่างไรดี

หลักคิด เพื่อพิจารณา หรือหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการศึกษาแนวคิดทางพุทธศาสนาครับ

อย่าเพิ่งแน่ใจในทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆว่าจะถูกต้องแท้จริงและจีรังยั่งยืนไปทั้งหมด พึงพิจารณาว่า สิ่งต่างๆทั้งหลายที่เกิดมันคือสามัญญลักษณะ ซึ่งทั้งความเปลี่ยนแปลง ทั้งผลกระทบ ที่ก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งไม่ว่าจะดีหรือร้ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นอยู่ในวันนี้ พอเวลาเปลี่ยนไปอีกวันหนึ่ง มันก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ทั้งหลายทั้งปวงนี้แหละคือสามัญญลักษณะที่สัตว์ทั้งหลายก็ต้องมีเกิดแก่เจ็บตาย ธรรมชาติทั้งปวงก็ต้องอยู่ในไตรลักษณ์คืออนิจจังทุกขังอนัตตาอย่างนี้เรื่อยไป

เพราะฉะนั้น แง่คิดสำหรับมนุษย์ ที่ดีที่สุด พึงใช้‘สติ สัมปชัญญะ’ เป็นแนวทางคุ้มครองตัวเอง โดยตั้งสติ แล้วก็ใช้สัมปชัญญะค่อยๆคิด ค่อยๆพิจารณา จากนั้นก็ใช้ความอดทนคือ ‘ขันติ’และพยายามใช้ ‘วิริยะ’ คือการพิจารณาแบบคิดให้กว้าง มองให้ลึก ซึ่งพุทธศาสนาก็คำสอนเรื่อง ‘โยโสมนสิการ’ เอาไว้ให้คิดอีก แนวคิดพุทธสอนมนุษย์ว่าโลกเป็นอย่างนี้ ธรรมชาติเป็นอย่างนี้ และท้ายสุดทุกอย่างล้วนเป็นอนัตตา สำหรับมนุษย์แล้วไม่มีอะไรจะจีรังยั่งยืนในโลกใบนี้

แต่แนวคิดทางพุทธศาสนามีคำแนะนำที่ดีๆสอนให้มนุษย์ทำอีกมากมายหลายอย่าง และมีสิ่งที่ควรปฏิบัติอีกมากมายหลายระดับ มีทั้งสำหรับคนธรรมดา และสำหรับผู้ที่อยู่ในสมณเพศ ถ้าเราจะตั้งใจศึกษาหาความรู้กันอย่างจริงใจและด้วยจิตใจที่ไม่เป็นอคติ แล้ว พุทธศาสนายังมีสิ่งดีๆที่แนะนำไว้อีกมากมายสารพัด ไม่ได้มีแค่การทำบุญเข้าวัด สร้างพระแก้กรรมหรือหาทางขึ้นสวรรค์กันด้วยกิเลสตัณหาสารพัดรูปแบบเท่านั้นหรอกครับ”

คำสั่งสอนเหล่านี้ อาจารย์คึกฤทธิ์มีให้กับศิษย์และคนที่อ่านงานของท่านมาตลอดชีวิต ก่อนที่ท่านจะตายจากไป ๒๘ปีที่ผมเป็น ‘ศิษย์คึกฤทธิ์’ ผมมองว่าถ้าสังคมไทยมีคนที่คิดเป็นสอนเป็น มีความจริงใจที่ดีและรู้วิธีที่จะสอนคนได้ทุกระดับ ซึ่งบุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือคนธรรมดา ถ้าสามารถทำได้ในแนวทางนี้ สังคมไทยจะใช้แนวคิดทางพุทธศาสนา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้คนในสังคมเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้มากขึ้น

สยามรัฐรายวัน จึงเป็น ‘หนังสือพิมพ์’ฉบับแรกและฉบับเดียวในเมืองไทย ที่มีคอลัมน์ ‘ข้างวัด’ สำหรับวิจารณ์เรื่องของพุทธบริษัทโดยตรงมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี แต่อย่างไรก็ดี คอลัมน์ดังกล่าวยังมิได้เกิดขึ้นในปีสองปีแรกที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐเริ่มกำเนิดขึ้น เพราะฉะนั้นในการทำหนังสือพิมพ์ยุคแรก อาจารย์คึกฤทธิ์จึงมองเห็นว่า ทรรศนะของผู้คนบางคน เรื่องพุทธศาสนา น่าจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คนทั่วไปในสังคมควรจะรับรู้ ว่าคนบางคนในสังคม ณ ขณะนั้น มองเห็นสิ่งนี้กันอย่างไร

ดังเช่นคำถามเหล่านี้

“ การบวชพระเป็นการเอาเปรียบสังคม เพราะมีแต่การผลาญการใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองไปโดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆขึ้นมา”

“การทำบุญเอาเงินให้วัด(บางวัด)กันเป็นจำนวนไม่น้อย ประโยชน์ที่สังคมส่วนใหญ่ หรือคนในสังคมนนั้นได้รับ ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น”

“พระในพุทธศาสนา มีแต่สอนให้คนมืออ่อนตีนอ่อน หรือสอนเรื่องนรกสวรรค์ เสียจนคนกลัวไปหมด ทำให้คนฟังกลัวแต่บาป คนไทยที่เชื่อถือจึงมีแต่ความงมงาย ขาดความรู้ ที่จะไปแข่งขันกับคนต่างประเทศเขาได้ ไทยจึงมีแต่ทางเสียเปรียบเขาอยู่ในขณะนี้”

“ท่านมีความเห็นอย่างไรในคำถามเหล่านี้”

นี่คือส่วนหนึ่งของคำถามที่มีคนถามคึกฤทธิ์ ปราโมชไว้เมื่อปลายปี 2493 ในยุคที่คอลัมน์วิจารณ์พุทธศาสนายังไม่เคยปรากฏขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ อันเป็นสื่อสารมวลชนที่สำคัญและทันสมัยอย่างหนึ่ง ณ ขณะนั้น ในสังคมไทย

มาถึงวันนี้ โลกอยู่ในยุคพุทธทศวรรษ 2560 ด้วยความ ‘คิดต่าง-ทำแปลก’ของคนในยุคนี้ ที่ผมได้กล่าวมาแล้วในข้อเขียนตอนต้น ผมเชื่อว่าคำถามเหล่านี้ก็อาจจะยังไม่ล้าสมัยเกินไปนัก สำหรับคนบางคน ที่อยากคิดอยากถามอะไรให้ตรงกับที่ตนเองคิด ขึ้นมา

แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า คำถามเหล่านี้ ใครจะเป็นผู้ตอบ? และผู้ตอบจะตอบผู้ถามด้วยปัญญา ที่จะต้องอาศัยทั้งความรู้-เหตุผล-และอารมณ์อย่างไร ด้วย คำถามเช่นนี้จึงจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมทั่วไป

ผมจะชวนท่านผู้อ่านให้มาร่วม เรียน-รู้-เรื่อง-ของเมืองไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องพุทธศาสนา)กันด้วยคำตอบของอาจารย์คึกฤทธิ์ ในข้อเขียนตอนหน้า

อ่านให้จบแล้วค่อยคิดตามกันต่อ ว่าควรจะเชื่อหรือไม่ควรจะเชื่อ ผู้ถามหรือผู้ตอบ ครับ?