ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

จากการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานและเป็นองค์ปาฐกในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานกพ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) และหัวหน้าส่วนราชการเพื่อสนับสนุนกลไกการปฏิบัติงานในโครงการเชิงยุทธศาสตร์และโครงการสำคัญระดับประเทศ พร้อมเป็นสักขีพยานและแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “หนึ่งองศาขยับปรับเปลี่ยนประเทศไทย : กำลังคนคุณภาพกับการปฏิรูปประเทศเชิงบูรณาการ”

ผมต้องขออนุญาตถอดคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้แสดงปาฐกถาไว้ ซึ่งนับว่าได้มอบไว้ให้ข้าราชการที่มาร่วมฟังประมาณ 500 กว่าคน ที่ผมว่าน่าสนใจอย่างมาก เนื่องด้วย “ปัจจุบันเรามีข้าราชการจำนวนประมาณ 4 แสนห้าหมื่นกว่าคน” ที่รวมถึงข้าราชการทุกหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ผู้พิพากษา อัยการ นี่ยังไม่รวมถึง “ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่ต้องยอมรับว่ามีจำนวนมากทีเดียว (ทั้งนี้ได้คัดลอกมาจากน.ส.พ.มติชนเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว)

“หนึ่งองศาขยับปรับเปลี่ยนประเทศไทย : กำลังคนคุณภาพกับการปฏิรูปประเทศเชิงบูรณาการ” โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า บังคับตัวเองให้พูดช้าลง ต้องเตือนตัวเอง พูดช้าๆ พูดเพราะๆ อย่าหงุดหงิด และวันนี้รู้สึกเจ็บคอ แต่อย่างไรต้องมองเป้าหมายระยะยาว เพราะ 1 องศาจะขยับปรับเปลี่ยนประเทศไทย องศามี 2 อย่าง องศาแรกคือ องศาอุณหภูมิความร้อน ส่วนองศาที่สองคือ การกำหนดทิศทาง สำหรับตนจะต้องทำทุกอย่างให้ตื่นตัวมากขึ้น กระตุ้นให้ทุกคนมีทั้งแรงกายและแรงใจในการแก้ไขปัญหาประเทศ อาจต้องร้อนขึ้นมาหน่อย ทิศทางมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดเวลา 80 ปีของประชาธิปไตย

“วันนี้การปฏิรูปประเทศมีการทำยุทธศาสตร์ชาติ จึงสามารถกำหนดทิศทางต่างๆ ได้ บางอย่างไปทางตรงไม่ได้ ก็อาจใช้ทางอ้อม ต้องเปลี่ยนทิศทางไม่ให้เย็นชา จืดชืด หรือทำงานไปแค่วันๆ แบบเช้าชามเย็นชาม (ผมขอเพิ่มเติมเอง) แต่ถ้าคนเป็นนายไม่คิด คนเป็นลูกน้องคิดมันก็แค่นั้น สุดท้ายก็จะหมดกำลังใจกลายเป็นว่าอยู่แบบเดิมดีกว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ต้องปรับบทบาทราชการวันข้างหน้าจะต้องเล็กลง ถือเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยในโลกโดยให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมแทน ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง อย่าทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว กลายเป็นองศาติดลบ สิ่งที่ต้องคิดคือเราจะต้องไม่กลับไปทำเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีก จะต้องไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งไม่ว่าจากใครก็ตาม รัฐบาล ประชาชน ต้องร่วมมือกัน เพื่อทำให้สังคมเข้มแข็งไม่เกิดปัญหา ไม่นำเรื่องเก่ามาพูดกันไปมา จนเลอะเลือนไปหมด นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญหน้า ปฏิบัติตัวใหม่โดยเร็วก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ทุกคนจะต้องอยู่สภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัย เดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย” นายกฯ กล่าว (ในกรณีที่มีความจำเป็นมากที่คนไทยทุกคนต้องตระหนักว่าเราต้องก้าวข้ามอดีตไปให้พ้น เพราะถ้ายังวนเวียนอยู่ที่เดิมความวุ่นวายก็ยังอยู่ในวังวน)

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าได้กระจายไปกว่า 200-300 กิจกรรม ให้ท้องถิ่นลงไปทำเอง หลายคนไม่รู้ก็กลับมาด่ารัฐบาล ด่านายกฯ เรื่องถนนในหมู่บ้านชำรุดก็กลับมาด่านายกฯ คนในพื้นที่ไม่โดนด่า ไม่เข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของใคร เรื่องนี้มันเกิดจากประชาธิปไตยที่ถูกบิดเบือน แม้พื้นที่เหล่านั้นจะมีการกระจายอำนาจไปถึงท้องถิ่นแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาล นายกฯไม่ได้เป็นคนเลือก แต่ประชาชนเป็นผู้เลือกขึ้นมา ดังนั้นต้องเสร้างการเรียนรู้ลงไปในพื้นที่ การจะเป็นประชาธิปไตยจะต้องเลือกคนแบบไหนขึ้นมา ต้องมีความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จะพัฒนาการเมืองอย่างไรไปด้วย ต้องเป็นคนนำ แต่ไม่ใช่นำไปว่าใคร แต่ต้องนำให้เข้าใจ เช่น ประชาธิปไตยควรเป็นอย่างไร การเลือกตั้งควรจะเป็นอย่างไร

“ก่อนเลือกตั้งผมอยากให้ท้องถิ่นมีอบรมหรือหลักสูตรง่ายๆ รัฐบาลพร้อมสนับสนุน ไม่ใช่เพื่อให้มารักผม เลือกตั้งใครก็ยังไม่รู้ แต่ให้เขารู้ว่าบ้านเมืองจะต้องไปอย่างไร ให้เขาถ่ายทอดและอธิบายว่าท้องถิ่นจะต้องทำอะไรกับประชาชนให้เข้าใจ ฉะนั้นต้องมีการเสวนาลักษณะนี้ในทุกจังหวัด เอาข้าราชการประชาชนและท้องถิ่นทุกประเภทมาคุยกัน ไม่อย่างนั้นคุยแต่ละพวกเกิดยาก เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง วันนี้เราต้องเร่งตรงนี้ภายใน 3 เดือนต้องทำให้เร็ว ไม่อย่างนั้นเป็นปัญหาขัดแย้งไปหมด เดี๋ยวจะมีเลือกตั้งท้องถิ่นอีก ก็จะติดไปหมด การเมืองในพื้นที่หรือนักการเมืองก็ต้องสนใจตรงนี้” นายกฯ กล่าว

นอกจากนั้น “การแก้ไขปัญหาการทุจริตคดโกง” เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแล้วเหตุผลก็เพราะว่า บ้านเมืองเรามีแต่ “ระบบอุปถัมภ์-ระบบเครือญาติ” จนเกิด “ระบบเล่นพรรคเล่นพวก” ซึ่งต้อมยอมรับว่า “แก้ไขยากมาก” แต่เราก็ต้องเปลี่ยนให้ได้ โดยเราต้องรู้จัก “หลักหิริโอตัปปะ : เกรงกลัวและละอายต่อบาป” พร้อมทั้ง “หลักธรรมาภิบาล” ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องรู้จัก “บาป บุญ คุณโทษ” และ “หลักคุณธรรม-หลักจริยธรรม-หลักศีลธรรม” ทุกอย่างต้อง “โปร่งใส!”

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก “ความลับไม่มีในโลก” นั่นคือสิ่งที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการจะสื่อให้คนไทยทุกคนตระหนักว่า “ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้” หรือกล่าวอย่างภาษาชาวบ้านว่า “เราต้องเกิดความละอายใจต่อตัวเอง ถ้าเราทำไม่ดี แล้วเมื่อเราทำไม่ดีเราจะไปสอนคนอื่นได้อย่างไร!”

รัฐบาลจะมีผู้นำที่แข็งแกร่งซื่อสัตย์ขนาดไหน แต่ถ้า “กลุ่มข้าราชการ” ไม่ปฏิบัติตาม ก็ยากยิ่งที่จะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศชาติให้ “เปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนผ่าน” ได้อย่างรวดเร็ว เหตุผลเพราะว่า “เราย้ำอยู่กับที่” มาอย่างยาวนานมากหลายทศวรรษแล้ว มันถึงเวลาเสียทีที่เราต้องเปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นประเทศชาติให้ทันสมัยด้วยการก้าวข้าม “การทุจริตคดโกง” พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึง “การสร้างชาติด้วยหลักธรรมาภิบาล!”