ยูร กมลเสรีรัตน์
k_yoon_w_c@hotmail.com_

ถ้าเอ่ยถึงนามปากกา “แสงทอง” คอวรรณกรรมหลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าจะต้องนึกถึง เรื่อง “อติรูป” เรื่องแปลที่ขึ้นชื่อที่สุด ซึ่งแปลจาก Budder of The Foam ของ F.W. BRAIN อันเป็นนามปากกาที่เคียงคู่กับนามปากกา“ แสงทอง”

หลวงบุณยมานพพาณิชย์ หรือ“ แสงทอง” มีชื่อจริงว่า อรุณ บุณยมานพ เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2436 เป็นบุตรคนแรกของมหาอำมาตย์ตรี พระยาสัตยพรตสุนันท์ (บุ๋น บุณยมานพ) กับคุณหญิงปุก ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนแหม่มศรี แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนบำรุงสตรีวิทยา อีก 1 ปีต่อมาย้ายไปเรียนต่อโรงเรียนมัธยมวัดราชบูรณะ แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์เมื่อปีพ.ศ. 2540-2542 ปีต่อมาย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยม 8 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนกฏหมายของกระทรวงยุติธรรม

รับราชการครั้งแรกในโรงภาษี(ปัจจุบันคือ กรมศุลกากร) กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วย้ายไปทำงานในกระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเศรษฐการ จากนั้นโอนไปเป็นหัวหน้ากองการสังคีต และที่ปรึกษาการละครกรมศิลปากร จากนั้นโอนไปเป็น หัวหน้ากองกระจายเสียง กรมโฆษณาการ(กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน) ในภายหลังได้ลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพส่วนตัว
หลวงบุณยมานพพาณิชย์ เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อเข้ารับราชการที่กรมศุลกากร จึงเริ่มแต่งหนังสือ โดยแต่งบทละครชื่อ “ซ้อนกล” ชิ้นแรกส่งไปให้คณะปราโมทัย ในสมัยนั้นคณะละครปรีดาลัย และคณะปราโมทัยเป็นมหรสพที่ได้รับความนิยมมาก พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตศิริ) แห่งคณะปราโมทัย รับซื้อบทประพันธ์ของ“ แสงทอง” ในราคา 50 บาท ผู้ที่ตั้งนามปากกา“ แสงทอง”ให้คือ หลวงประสานอักษรพรรณ(ช่วง อิศรภักดี) เป็นคนตั้งให้ ดังที่ “ แสงทอง” เล่าว่า...

“เมื่อข้าพเจ้าแต่งละครไปให้โรงปราโมทัยเล่น ข้าพเจ้ายังไม่มีนามปากกา หลวงประสานอักษรพรรณ(ช่วง อิศรภักดี) ผู้ตรวจรับบทละครถามว่า จะให้ลงนามปากกาว่าอะไร ข้าพเจ้าตอบว่าอะไรๆที่คล้ายนามตัวข้าพเจ้า คือ อรุณ ก็ได้ คุณหลวงประสานฯ ก็ตั้งให้ว่า “แสงทอง” และได้เริ่มเป็นนามปากกาของข้าพเจ้ามาตั้งแต่พ.ศ. 2455”

มีเรื่องเล่ากันว่าสมัยนั้นหนังสือพิมพ์สนามมวย รายเดือน ประกาศรับงานเขียน โดยให้ค่าเขียนหน้าละ 1 บาท หลวงบุณยมานพพาณิชย์ จึงแปลเรื่อง “นักสืบสตรี” ในนามปากกา“แสงทอง” ส่งไป เมื่อได้รับการตีพิมพ์ จึงส่งไปอีกเรื่อย ๆ ซึ่งในขณะนั้นได้รับ เงินเดือนจากกรมศุลกากรเดือนละ 50 บาท แต่ได้รับค่าเรื่องจากบทละครเดือนละ 250 บาท ค่าของเงินสมัยรัชกาลที่ 7 ประมาณ 100 ปีก่อน ถือว่ามากโข ถ้าเทียบกับค่าของเงินในสมัยนี้ เป็นแสนเลยล่ะ มากกว่าเงินเดือนที่ได้รับถึง 5 เท่า

หลวงบุณยมานพพาณิชย์ เป็นนักประพันธ์คุณภาพระดับแถวหน้า มีความสามารถในการประพันธ์ได้ทุกประเภท ทั้งเรื่องสั้น,บทละคร,เรื่องแปล,บทความด้านภาษาและหนังสือ รวมทั้งกวีนิพนธ์ ท่านเป็นผู้ประพันธ์และเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “โชคสองชั้น”ที่สร้างและผลิตโดยคนไทยล้วน ๆ เป็นเรื่องแรก เมื่อปีพ.ศ. 2470 ปรากฏว่ามีผู้ชมคับคั่งเรือนหมื่น เพราะถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ในยุคนั้น
นอกจากหลวงบุณยมานพพาณิชย์ จะมีความเชี่ยวชาญในภาษาไทยแล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษทั้งที่ไม่ได้ไปเรียนต่างประเทศ แต่นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 6 และสมัยรัชกาลที่ 7 เอาเฉพาะโรงเรียนเทพศิรินทร์โรงเรียนเดียว แค่จบมัธยมปลาย ก็แตกฉานภาษาอังกฤษแล้ว สามารถแปลหนังสือและบทภาพยนตร์ได้เลยล่ะ

อีกประการหนึ่งก็คือ แม้ว่าหลวงบุณยมานพพาณิชย์ จะไม่ได้ไปเรียนต่างประเทศ แต่ เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา ขวนขวายหาหนังสือทุกประเภทมาอ่าน นอกจากนี้ครั้งที่รับราชการ เคยไปดูงานต่างประเทศมาแล้วมากมาย เรียกว่าไปดูงานมาแล้วรอบโลก จึงมีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ สามารถแปลงานประพันธ์ได้อย่างวิจิตรประณีต

ผลงานแปลที่สร้างชื่อเสียง มากที่สุดคือ ผลงานแปลของ F.W. BRAIN ซึ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับทวยเทพในศาสนาฮินดู เป็นงานชั้นวรรณวิจิตร แต่ละเรื่องเป็นที่นิยมชมชอบของคนอ่านเป็นอย่างมาก เพราะ F.W. BRAIN ใช้ภาษาในการเขียนที่ประณีต ละเมียดละไมและให้แง่คิดที่คมคาย ถือว่าเป็นวรรณกรรมชุด วรรณวิจิตรในนามปากกา “ แสงทอง” ได้แก่ อติรูป,ศัตรุนชัย,นาครีคำฉันท์,ทินมาลี,วัตสาตรี,อรุโณทัย,ขุมความเท็จ,หงสาลัย,สุบินบันดาล,อนังคราคา ,ปทุมทีป,อปราชิตา,วนวัลลรี,อลิจุมพิต,ปราวดี เรื่องแปลชุด วรรณวิจิตรนี้รวมอยู่ในหนังสือชุด “วรรณกรรมของแสงทอง” เล่ม 1-3
ความสามารถอีกอย่างหนึ่งของหลวงบุณยมานพพาณิชย์ ก็คือด้านกวีนิพนธ์ มีความจัดเจนในการแต่งคำประพันธ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เรียกว่าเป็นฝีมือระดับชั้นครู ผลงานด้านกวีนิพนธ์ที่สำคัญคือ“นิราศรอบโลก” ได้รับแรงบันดาลใจครั้งที่ไปดูงานต่างประเทศสมัยรับราชการ ทั้งประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2479

ผลงานทั้งประเภทบทความ บทละคร เรื่องสั้นและกวีนิพนธ์ได้แก่ ภาษาและหนังสือ,บทลครร้องเรื่อง มิตรด่างด้าว หรือ สาวแสงจันทร์ สำหรับลครปราโมทัย, รวมเรื่องเอกของแสงทอง(เรื่องสั้นที่ดังที่สุดอยู่ในหนังสือชุดนี้คือเรื่อง “เงินฟุบ” เป็นเรื่องตลกคลาสสิก ชวนให้คิดต่อ ไม่ใช่ตลกแบบพื้น ๆ หรือแบบดาด ๆ),รวมเรื่องคุณถึก,เรื่องบางเรื่อ,นิราศรอบโลก,นิราศร้อน-บ้านชะอำ-รอบสนาม เป็นอาทิหลวงบุณยมานพพาณิชย์เป็นหนึ่งใน 15 คนของผู้ร่วมก่อตั้ง“ชมรมนักประพันธ์”เมื่อปีพ.ศ. 2493 ได้แก่ มาลัย ชูพินิจ(แม่อนงค์,เรียมเองฯลฯ),ยศ วัชรเสถียร,ประหยัด ศ. นาคะนาท(นายรำคาญ),เลียว ศรีเสวก(อรวรรณ),อิศรา อมันตกุล,เกรียงศักดิ์ บุณยเสนา(เวทางค์),สันต์ ท. โกมลบุตร(สันต์ เทวรักษ์),ประมูล อุณหธูป(อุษณา เพลิงธรรม).วิลาศ มณีวัต,รัตนะ ยาวะประภาษ ฯลฯ

เมื่อปี พ.ศ. 2489 หลวงบุณยมานพพาณิชย์ได้ลาออกจากราชการสู่อาชีพนักหนังสือพิมพ์ จวบจนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่อปีพ.ศ. 2507 ขณะมีอายุ 70 ปี หากนามปากกา “แสงทอง”ยังคงอยู่คู่กับผลงานฝากไว้เป็นอนุสรณ์แก่คนรุ่นหลัง

อ่านต่อนที่ 1 https://siamrath.co.th/n/44710
อ่านตอนที่ 2 https://siamrath.co.th/n/45419