ขณะที่ทุกพรรคการเมืองกำลังเริ่มเข้าสู่โหมดของการนับถอยหลัง เตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง ด้วยความคึกคัก ภายหลังจากที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.และพระราชบัญญัติพระกอบรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งส.ส. ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา

มีปฏิกริยาขานรับจากพรรคการเมือง พรรคต่างๆ ที่เริ่มมั่นใจว่างานนี้คงไม่มีรายการพลิกล็อค หรืออุบัติเหตุทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง จนทำให้โรดแมปการเลือกตั้งส.ส.ที่ถูกวางเอาไว้ในเดือนก.พ.2562 มีอันต้องสะดุด !

ทว่าขณะที่โรดแมปการเมืองกำลังเดินหน้าไปตามจังหวะ กลับมีความเคลื่อนไหวจาก “ฝ่ายความมั่นคง” เป็นเสมือน “คลื่นแทรก” เข้ามาจนทำให้แทบทุกสายตา ต่างต้องหันไปมอง นักการเมือง โดยเฉพาะ “ขั้วตรงข้ามคสช.” ยิ่งต้อง เงี่ยหูฟัง

เมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง กำลังขยับเดินหน้าสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและตรวจสอบความคืบหน้าการดำเนินการขยายผลจับกุมขบวนการผลิตเสื้อยืดสีดำที่มีตราสัญลักษณ์องค์การสหพันธรัฐไท

“ ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสอบสวน เพื่อขยายผลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้คนที่เกี่ยวข้องในขบวนการทั้งหมดว่ามีใครเป็นหัวหน้าและส่งเสื้อมาทำไม ซึ่งทางไทยก็ได้ประสานทางการลาวเพื่อขอให้ช่วยติดตามกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย” พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์สื่อถึงความคืบหน้า (13 ก.ย.2561)

สำหรับที่มาที่ไปของปมประเด็นดังกล่าวนั้น สืบเนื่องจากมาจากการที่เจ้าหน้าที่ทหารได้จับกุม นางวรรณนภา (สงวนนามสกุล) พร้อมกับเสื้อยืดสีดำมีแถบป้ายสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การแบ่งแยกการปกครองว่า ขณะนี้จับกุมได้ 4 รายแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้พล.อ.ประวิตร ได้ขยายความถึงขบวนการดังกล่าวว่า มาจากแหล่งเดียวคือ ประเทศลาว มีเครือข่ายในประเทศไทย โดยมี “ลุงสนามหลวง” หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ เป็นผู้ดำเนินการ มีการติดต่อกัน มีการขายเสื้อ ขายธง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับผู้ที่หลบหนีคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น ที่อาศัยอยู่ในประเทศลาวทั้งหมด

“ หากสอบสวนไปถึงบุคคลใดก็จะดำเนินการจับกุมทั้งหมด การกระทำในลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นกบฏ และเรากำลังหารือกับทางการลาว เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือกับขบวนการเหล่านี้ การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการปลุกระดมทางโซเชียล มีเดีย เป็นความพยายามที่ทำให้คนเกิดความคิด แบ่งการปกครองเป็นสหพันธรัฐใหม่ ไม่ให้มีสถาบัน ถือว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะ นายชูชีพ หรือลุงสนามหลวง เราตามมานานแล้ว” (พล.อ.ประวิตร : 11ก.ย.2561)

การเคลื่อนไหวเพื่อติดตาม ตรวจสอบไปยังกลุ่มคนที่มีชื่อพัวพันกับการก่อความไม่สงบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนกลุ่มเดิม หากแต่เมื่อมีการโฟกัสกันขึ้นมาเมื่อใดก็สามารถสร้างความหวั่นไหวให้เกิดขึ้นได้ในหลายต่อหลายครั้ง โดยมีข้อหาความผิดตามมาตรา116 และความผิดต่อสถาบันตามมาตรา112 เป็นเครื่องชี้ชัด กำลังผุดขึ้นมาสวนกระแสกับความคึกคักของการเมืองที่ต่างเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

แน่นอนว่าทั้งสองประเด็นแทบไม่มีความเกี่ยวพันกัน หากแต่ไม่ใช่เพราะว่าก่อนหน้านี้ทั้งคสช.และรัฐบาล จะไม่เคยหยิบยกประเด็นที่ว่าด้วย “ความสงบ” ในบ้านเมือง ขึ้นมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการเดินหน้าตามโรดแมปของคสช. นั่นเอง !