ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม

ผมเข้าใจว่าการบริหารงานท้องถิ่นเป็นการดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักการปกครองท้องถิ่น ที่มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อต้องการให้ชุมชนท้องถิ่นรู้จักการจัดการตนเอง (Local Self Management) ได้ เพราะการปกครองท้องถิ่น ต้องมีองค์ประกอบด้วย 2 ส่วนเสมอ อันได้แก่

ส่วนที่1 เป็นการออกแบบสถาบันการปกครอง (Institution) ที่เรียกว่า หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยได้ออกแบบให้มี 5 รูปแบบ อันประกอบด้วย องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

ส่วนที่2 เป็นประชาสังคม (Civil Society) ประกอบด้วย พลเมืองที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม องค์กรสาธารณประโยชน์ ที่มีส่วนร่วมกับหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบของกลุ่มที่ใส่ใจในกิจการสาธารณะ อาจจะรวมกันจัดตั้งเป็น ชมรม สมาคม มูลนิธิ เป็นต้น

จึงเห็นว่า ทั้งหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Government Organization) และประชาสังคม (Civil Society) ต้องมีลักษณะการทำงานที่ผสมผสานกัน เพื่อจะทำให้การปกครองส่วนท้องถิ่น มีความสมบูรณ์ในการทำงาน และก้าวไปสู่เป้าหมายการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นได้

การบริหารงานท้องถิ่นของหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้น จึงเป็นความท้าท้ายความรู้ความสามารถของผู้บริหารท้องถิ่น ประชาคมท้องถิ่น ซึ่งจะต้องร่วมกันสร้างจิตนาการ (Vision) ในการออกแบบสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตน โดยจะต้องมียุทธศาสตร์ (Strategies) และแนวทาง (Approach) เพื่อจะบริหารจัดการชุมชนท้องถิ่นให้สามารถเป็นชุมชนท้องถิ่นที่จัดการตนเองและพึ่งตนเองได้

จึงเป็นการทำให้เห็นว่า การบริหารงานท้องถิ่นทั้งในรูปขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องมียุทธศาสตร์และแนวความคิดที่จะต้องนำมาผลิตผลงานให้เกิดสิ่งใหม่ มีการสร้างสรรค์โครงการที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ จึงเท่ากับเป็นการตอบโจทย์การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ข้อเสนอการเปิดความคิด “มองมุมใหม่การบริหารท้องถิ่น” จึงเป็นข้อเชิญชวนให้ผู้บริหารท้องถิ่นร่วมกันเปลี่ยนความคิดใหม่ (Mindset) เพื่อทำให้หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. หรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา และกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่อยู่ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำเป็นจะต้องมีการตื่นตัว เรียนรู้ โดยเฉพาะการร่วมกันดำเนินกิจกรรม เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมท้องถิ่นใหม่ๆ เกิดมูลค่าและคุณค่าต่อชุมชนท้องถิ่น ที่สำคัญเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่สามารถแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน และทำให้ได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอก ซึ่งองค์กรปกครองท้องถิ่นจะเกิดความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจในที่สุด

“การเปิดความคิดมองมุมใหม่การบริหารท้องถิ่น” จึงเป็นการกระตุ้นความคิดให้ผู้บริหารท้องถิ่นได้เรียนรู้ ค้นหา แนวทางสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในการจัดทำโครงการและกิจกรรมที่เป็น “นวัตกรรมท้องถิ่น” เพื่อก่อให้เกิดสิ่งใหม่ มีความโดดเด่น แตกต่าง และเป็นแบบอย่างในแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practice) แก่ชุมชนท้องถิ่นของตนเอง และชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ ได้

มีตัวอย่างที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมได้จัดทำโครงการ/กิจกรรมที่ทำให้เห็นความแตกต่างในการดำเนินงานของท้องถิ่นในหลายโครงการและกิจกรรม ที่ถือว่าเป็นต้นแบบและสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ดังเช่น แบบอย่างความเป็นพลเมืองที่มีจิตอาสา ซึ่งมีอยู่หลายพื้นที่ท้องถิ่น ที่ได้ส่งเสริมพลเมืองที่มีจิตอาสา มีจิตใจเป็นอาสาสมัคร คอยช่วยเหลือและให้บริการคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่าก็ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายท้องถิ่น

แบบอย่างการดูแลผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสก็มีท้องถิ่นอีกหลายท้องถิ่น ที่ได้ดำเนินการจัดทำโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ เช่น มีการออกแบบหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ ออกแบบอาชีพที่เหมาะสมผู้สูงอายุ รวมถึงการออกแบบในรูปของการจัดตั้งศูนย์บริการเพื่อให้บริการแก่ผู้สูงอายุ สำหรับการช่วยเหลือดูแลผู้ด้อยโอกาสนั้น ก็มีวิธีคิด วิธีทำ ของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่เช่นกัน อาทิ การช่วยเหลือผู้พิการ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มีศักยภาพ และการสร้างงานสร้างอาชีพที่เหมาะสม แก่ผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น

แบบอย่างการมีส่วนร่วมกำหนดเมือง ซึ่งเห็นว่าในส่วนนี้ก็มีหลายชุมชนท้องถิ่นเช่นกัน โดยเริ่มมีการรณรงค์สร้างอัตลักษณ์ในท้องถิ่นของตนเองที่ร่วมมือกับกลุ่มประชาสังคม โดยการร่วมกันสร้างเป็นชุมชนท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์เด่นชัดเจน เช่น การสร้างอัตลักษณ์เป็นชุมชนสีเขียว (Green City) การสร้างอัตลักษณ์เป็นชุมชนทางวัฒนธรรม การสร้างอัตลักษณ์เป็นชุมชนพอเพียง และการสร้างอัตลักษณ์เป็นชุมชนปลอดสารพิษ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนประเด็นนี้ท้องถิ่นก็ยังมีการตื่นตัวกันค่อนข้างน้อยอยู่

ข้อเสนอเปิดความคิด“มองมุมใหม่การบริหารท้องถิ่น” จึงเป็นการนำเสนอแบบอย่างการบริหารงานของท้องถิ่นที่ดีๆ และเสนอให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีความจำเป็นที่จะต้องหาประสบการณ์จากชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ ประสบความสำเร็จหรือที่มีการดำเนินงานที่ดี โดยควรมีการไปศึกษาดูงาน ไปประชุมสัมมนาเพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ระหว่างกันของแต่ละท้องถิ่น

ข้อเสนอ“มองมุมใหม่การบริหารท้องถิ่น” มีประเด็นที่สำคัญมาก นั่นก็คือ การเสนอให้ท้องถิ่นสร้างสรรค์งานที่ดีที่สุด อย่างน้อยท้องถิ่นละ 1-2 ผลงาน อย่างที่เคยเสนอไว้แล้วว่า “1 ท้องถิ่น 1 แบบอย่าง” เพื่อจะทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งส่วนราชการ และภาคองค์กรภายนอกอื่นๆ ได้มีความรู้ความเข้าใจในการทำงานของท้องถิ่นมากขึ้น และที่สำคัญการนำเสนอผลงานที่เป็นนวัตกรรมท้องถิ่นให้แก่ผู้มีอำนาจ ตั้งแต่ รัฐบาล คณะรัฐมนตรี ได้เห็นผลงานเชิงประจักษ์ที่มีความหลากหลายแตกต่างกันในแต่ละนวัตกรรม ก็จะทำให้ท้องถิ่นได้รับความศรัทธา เกิดความน่าเชื่อถือ อันจะก่อให้เกิดผลดีต่อแนวทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นในอนาคต