ทหารประชาธิปไตย

ผู้เขียนได้รับแจ้งจากท่านศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วิรุฬหผล ว่ามีการเข้าใจผิดในการสื่อสารกับผู้เขียน โดยท่านบอกว่าท่านไม่ใช่คนแรกที่เชื่อมโยงการปกครองระบอบประชาธิปไตยกับบล๊อกเชน แต่ท่านได้ศึกษาในเรื่องนี้มาบ้าง และได้นำเสนอแนวคิดในประเทศไทยหลายปีมาแล้ว แต่ก็มิได้รับความสนใจ อาจเพราะมันยังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่อยู่

อย่างไรก็ตามท่านก็บอกว่าแม้ระบบจะดีอย่างไร แต่บล็อกเชนไม่ใช่แก้วสารพัดนึก ที่จะเปลี่ยนการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับคน คนต้องเป็นคนทำ และที่สำคัญก็คือวิสัยทัศน์ของผู้นำ เพราะมันมีอุปสรรคอยู่หลายประการคือ

ประการแรก การเข้าถึงของระบบอินเตอร์เน็ต ที่จะเป็นพาหนะของบล๊อกเชน นี่ยังเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาน้อย อันนี้รวมทั้งการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

ประการต่อมาคือระบบการศึกษาในแต่ละประเทศ แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเองก็ยังมีอัตราส่วนของคนที่อ่อนด้อยทางการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มคนยากจนอยู่เป็นอัตราส่วนที่สูง

ประการที่สามคือ เรื่องความอ่อนด้อยทางคุณธรรมและจริยธรรม ในเมื่อที่ใดที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะผลประโยชน์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะเงินหลวงก็จะเกิดการคอร์รัปชั่นขึ้นจากพวกฉ้อฉลที่มีอำนาจหน้าที่ และผู้มีความรู้ในการใช้เทคโนโลยี

อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นเครื่องมือจะเกิดขึ้นไม่ได้ในโลกความเป็นจริง แต่มันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดมาก่อนที่เทคโนโลยีบล็อกเชนจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ นั่นคือสาธารณรัฐเอสโตเนีย ประเทศเล็กๆอยู่ทางตะวันตกของรัสเซีย โดยมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 1.3 ล้านคน และพึ่งจะเป็นอิสรภาพจากรัสเซียในปี 1991

เอสโตเนียได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพที่สุดในฐานะรัฐบาลดิจิทัล มีการออกแบบในการบริหารจัดการของรัฐบาลด้วยระบบดิจิทัล ที่เปิดกว้าง กระจายศูนย์ ด้วยเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัย รัฐบาลได้ขยายเครือข่ายด้วยการทุ่มเทลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนทั้งหลายสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการด้วยระบบออนไลน์ ดังนั้นเมื่อระบบบล็อกเชนถูกคิดค้นขึ้น มันจึงเป็นการง่ายสำหรับเอสโตเนีย ที่จะนำมาใช้กับระบบที่มีรองรับอยู่แล้ว

ทั้งนี้ประการสำคัญคือ ระบบการยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นระบบที่รัดกุมไม่สามารถเข้ามาแฮกได้ และระบบยืนยันตัวตนนี้จะเป็นกุญแจที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับตน ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรม การเสียภาษี การออกเสียงเลือกตั้ง การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ระบบการศึกษาก็ใช้อี-สกูล คือ นักเรียน ครู และผู้ปกครองสามารถเข้าถึงเนื้อหา การเรียนการสอน การประเมินผล การแสดงความคิดเห็น ตลอดจนการขอคำปรึกษาจากครู-อาจารย์ ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาลก็ใช้ระบบเดียวกันที่จะเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้

ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน จึงทำให้ระบบการรักษาความปลอดภัยมีประสิทธิภาพสูง มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะเกิดการฉ้อฉลได้อย่างมโหฬาร

แต่ก็อย่างที่ผู้เขียนได้เกริ่นไว้แต่ต้นว่า แม้ระบบจะดีอย่างไร แต่คนก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้นำหากเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ การจัดสร้างระบบให้เกิดการกระจายอำนาจ และโปร่งใสก็มิใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะหากมีมโนสุจริต แต่หากขาดเสียซึ่งคุณธรรมก็ยากที่จะหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีงาม นอกจากจะเกิดการฉ้อฉล ทุจริตคอร์รัปชั่น โกงกินกันจนบ้านเมืองล่มสลาย

กลับมาดูประเทศไทยเรามีพื้นฐานที่ดีหลายประการ โดยเปรียบเทียบ ดังที่มีนักวิชาการฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลนำเสนอ ซึ่งผู้เขียนจะขอนำมาอ้างอิงพอสังเขปดังนี้

1.ไทยมีขนาดเศรษฐกิจอันดับที่ 31 ของโลก

2.ไทยเป็นตลาดที่มีกำลังซื้ออันดับที่ 24 ของโลก

3.ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ 28 ของโลก

4.อ้างกันว่ามีเงินทุนไหลเข้าถึง 200 พันล้านเหรียญ

5.ไทยมีความสามารถกลั่นน้ำมันได้ มีคุณภาพมาตรฐาน

6.ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอันดับที่ 17 ของโลก

7.ไทยผลิตสินค้าเกษตรเป็นอันดับที่ 11 ของโลก

8.ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 6 ของโลก

9.ไทยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นอันดับที่ 19 ของโลก

10.ไทยมีสำรองเงินตราต่างประเทศเป็นอันดับ 12 ของโลก

11.มีอัตราการว่างงานต่ำ และค่าครองชีพต่ำ

ฯลฯ

ครับยังมีอีกหลาย 10 ข้อที่เขาจะยกขึ้นมา มันก็ดีอยู่หรอกที่มีดีก็ต้องขยายความ แต่การที่มีอีกหลายท่านออกมาชี้ข้อบกพร่องก็มิได้หมายความว่า เขาจะไม่กตัญญูรู้คุณแผ่นดิน จนถึงกับมีบางคนขับไล่ใสส่งให้ไปอยู่ประเทศอื่น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่านี่แหละเป็นปัญหาสำคัญว่าทำไมประเทศไทยก็มีดีๆหลายอย่าง แต่ยังไม่อาจก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางเสียที การศึกษาก็ยังอยู่ในเกณฑ์ท้ายๆ นั่นอาจเป็นเพราะว่าเราชอบแต่การชมกัน ถ้าติเตียนเพื่อให้แก้ไขปรับปรุงไม่ชอบฟังพาลด่าเสียอีก

ทำไมเราไม่มาพิจารณาข้อบกพร่อง เพื่อช่วยกันแก้ไขไม่ใช่การเชลีย เช่น ทำอย่างไรให้มีการพัฒนาคุณภาพของคนในสูงยิ่งขึ้นไปอีก ทำอย่างไรจึงจะลดการคอร์รัปชั่นให้เกือบเป็นศูนย์ ทำอย่างไรจะลดช่องว่าระหว่างคนจนคนรวยให้แคบเข้า เราส่งสินค้าเกษตรออกเป็นอันดับ 11 ของโลก แต่ทำไมเกษตรกรยังยากจน ส่งออกอาหารเป็นอันดับ 6 ของโลก ทำไมยังมีคนยากจนที่อดอยาก กลั่นน้ำมันได้มีคุณภาพเป็นมาตรฐาน แต่ทำไมต้องอิงราคาสิงคโปร์ และบางส่วนต้องส่งไปกลั่นที่สิงคโปร์ ที่สำคัญรายได้ของปตท.มันโปร่งใส ชัดเจนหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ห้ามถาม ห้ามพูด เพราะมันกระเทือนใครหรือ จึงคอยมาด่าว่าไม่สำนึกบุญคุณแผ่นดิน บุญคุณใคร บุญคุณอะไร ความจริงคือ คนไทยถูกเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดฉ้อโกง โดยคนเพียงหยิบมือเดียว เราถึงเกิดสภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” อย่างนี้ห้ามถาม ห้ามพูด แม้แต่สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลก็ถูกจำกัดด้วยคำว่าความมั่นคง ก็ต้องพูดให้จบว่า ความมั่นของใคร ของรัฐบาล หรือบุคคล หรือความมั่นคงของรัฐ ถ้าเป็นสองอย่างแรกคือความมั่นคงของรัฐบาลหรือของบุคคลนั่นก็คือการฉ้อฉลทางอำนาจ

อย่าลืมว่าเงินเดือน เงินงบประมาณ ล้วนมาจากภาษีอากรของประชาชน ทั้งทางตรง ทางอ้อม แม้จะไปกู้ยืมมาก็ต้องใช้เงินภาษีอากรไปใช้คืน มันไม่ได้มาเปล่าๆ กุสตาป เลอร์บลอง ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ในยุคปฏิวัติฝรั่งเศสเคยกล่าวว่า เมื่อมีการใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ผู้ปกครองก็ต้องรู้จักเกรงอกเกรงใจประชาชนบ้าง แต่ในบ้านเราพอไปไถ่ถามท้วงติงการใช้จ่ายเงินของรัฐ ก็มักมีข้ออ้างต่างๆนานาว่านี่เป็นเรื่องความมั่นคงบ้าง เรื่องของรัฐบาลบ้าง ประชาชนไม่เกี่ยว

ส่วนเรื่องการปฏิรูปที่อ้างเป็นเหตุว่าต้องมายึดอำนาจนั้นคงไม่ต้องถามกัน เพราะมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากจะบอกเป็นนัยว่าให้รอไป 20 ปี ซึ่งก็เป็นเพียงวาทกรรมไม่มีตัวชี้วัด

ผู้เขียนเห็นด้วยกับหลายๆคนที่กล่าวว่าหากไม่มีการปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้งก็ไม่มีประโยชน์อะไร เราก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์นั่นเอง แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้งแล้วย่ำเท้าอยู่ในระบอบเผด็จการ ที่ไม่ได้ทำอะไร แตกต่างจากรัฐบาลเลือกตั้ง นอกจากห้ามถาม ห้ามวิจารณ์ แถมคอร์รัปชั่นกระฉูด แบบห้ามตรวจสอบ อย่างนี้ไปตายเอาดาบหน้าดีไหม อย่างน้อยก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงรายการทีวีในทางสร้างสรรค์ที่ไม่น่าเบื่ออย่างในปัจจุบันนี้

แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครมั่นใจได้ว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อไร เพราะเลื่อนมาไม่รู้กี่ครั้ง ที่สำคัญจะมีหรือไม่ยังไม่รู้

ที่แน่ๆประชาชนคนไทยน่าจะเป็นคนที่มีความอดทน เป็นอันดับหนึ่งของโลก เพราะไม่ว่าเขาจะกดขี่อย่างไร ก็ยอมทั้งภาพรวม และในทางส่วนตัว เช่น ดอกเบี้ยนอกระบบที่ถุกขูดจนไม่มีอะไรจะกิน ครั้นขัดขืนก็โดยซ้อมโดนฆ่า ก็ต้องทนกันไป

อย่างนี้ก็บอกได้เลย เราไม่มีทางที่จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน มาเป็นเครื่องมือในการสร้างระบอบประชาธิปไตยได้เลย แม้จะคุยว่าเราจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ก็ตาม เอาแค่คุณสมบัติของผู้นำก็ไม่ผ่านแล้ว เวลานี้ก็มีแต่สร้างภาพด้วยเพจ แล้วมันจะไปรอดได้อย่างไร