ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

ตลอดหลายปีที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางกระแสการนำเสนอข่าวหรือการสะท้อนเสียงจากพื้นที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม นั่นทำให้ดูเหมือนว่าเสียงและพื้นที่ของ “คนไทยพุทธ” ในฐานะชนกลุ่มน้อย บนพื้นที่สาธารณะช่างมีน้อยนิด กระทั่งกลายเป็นเสียงที่ช่างแผ่วเบา
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าหวั่นเกรงยิ่ง คือ มีความพยายามจากคนบางกลุ่มบางฝ่าย ที่มุ่งสร้างสถานการณ์ตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวพุทธ-มุสลิม ในพื้นที่ เกิดการรุกเร้าทางความคิด เกิดการกระทบกระทั่งให้เกิดช่องว่าง ก่อกำแพงที่เต็มไปด้วยรอยร้าว กระทั่งเหมือนมีม่านบางๆ มาบังตา นำไปสู่ผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้งการเข่นฆ่าทำร้ายกัน ปัญหาการอพยพย้ายถิ่น สัมพันธภาพของคนต่างศาสนา หรือทัศนคติในการอยู่ร่วมกัน

ตราบกระทั่งวันหนึ่ง จึงค่อยๆ เกิดการเคลื่อนไหวของชุมชนชาวพุทธในการทำกิจกรรมต่างๆ จนนำไปสู่การจัดตั้ง “กลุ่มเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P)” ผนึกผสานจับมือมั่นลุกขึ้นมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ในลักษณะต่างๆ ด้วยเชื่อมั่นพลังของการอยู่ร่วมกันในลักษณะ “พหุวัฒนธรรม” เกาะเกี่ยวกับ “รากเหง้า” ทางวิถีชีวิต สังคม ชุมชน ของทั้งพุทธและมุสลิม ที่หยั่งรากลึกสร้างสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเนิ่นนาน

เมื่อไม่นานมานี้ “กลุ่มเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P)” ได้ดำเนินโครงการน่าสนใจหลากหลายโครงการ เช่น การศึกษาข้อมูลการย้ายถิ่นของชาวไทยพุทธในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ (นำร่อง 9 ตำบล) โครงการส่งเสริมบทบาทชาวไทยพุทธอำเภอปะนาเระ เรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โครงการโครงการวิทยุสาธารณะเพื่อซ่อมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้ ฯลฯ ภายใต้สนับสนุนทุนการดำเนินงานโดย มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย เพื่อมุ่งตอบ “โจทย์” มากมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และโจทย์ภายในใจใครหลายคน โดยมีผลผลิตออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “โจทย์”

เนื้อหาในหนังสือมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ตัวอย่างเช่น สรุปรายงานข้อเสนอเชิงนโยบายของชาวไทยพุทธเรื่อง “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้” ซึ่งเรียบเรียงโดย ลม้าย มานะการ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ สะท้อนว่า การจัดทำข้อเสนอของชาวไทยพุทธเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาที่มีผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้ และ 2) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายของชาวไทยพุทธเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้ในช่วงเวลา 5 เดือน จากปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ พระสงฆ์ที่มีตำแหน่งทางสงฆ์เป็นพระผู้ใหญ่ ชาวพุทธให้ความเคารพนับถือ มีบทบาทและผลงานที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ได้แก่ เจ้าคณะจังหวัด 2 รูป เจ้าคณะอำเภอ 1 รูป เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ 1 รูป รองเจ้าอาวาส 1 รูป รวม 5 รูป แกนนำกลุ่ม/เครือข่ายชาวพุทธที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 8 กลุ่ม รวม 7 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 4 คน พระสงฆ์ 1 รูป และ แกนนำชาวพุทธจากกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบระดับอำเภอ/จังหวัด 3 คน เป็นผู้หญิงทั้ง 3 คน รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 15 คน เครื่องมือที่ใช้คือ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก โดยใช้แนวคำถามที่สร้างขึ้น การสนทนากลุ่มกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

ผลการรับฟังความเห็นจากกลุ่มเป้าหมาย พบว่า ส่วนที่ 1) สถานการณ์ปัญหาที่มีผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้ ได้แก่ 1.การกราดยิงหรือการเผายกครัวชาวพุทธในชุมชนพุทธหรือชุมชนพุทธ-มุสลิม 2.การยิง การระเบิด ทำร้ายพระสงฆ์ การเผาวัด และการทำลายพระพุทธรูป 3.การวางระเบิดในพื้นที่สาธารณะ ที่มีคนเจ็บตายเป็นชาวพุทธ หรือทั้งชาวพุทธและมุสลิม 4.การฆ่าชาวพุทธ ที่เป็นเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และคนที่อ่อนแอไม่มีทางสู้ 5.คนในครอบครัวถูกทำร้ายบาดเจ็บ เสียชีวิต และทรัพย์สินเสียหาย 6.การคุกคาม ข่มขู่ ขับไล่ให้ชาวพุทธย้ายออกจากพื้นที่ 7.การแยกกันดำรงชีวิตประจำวันระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม 8.เรื่องการจัดบริการอาหารฮาลาลอย่างเดียวในหน่วยงานของรัฐ ที่มีคนทำงานทั้งชาวพุทธและมุสลิม และ 9.การนำพระพุทธรูปและเครื่องบูชาพระรัตนตรัย ออกจากห้องทำงานในสำนักงานราชการที่ทุกที่มักจัดวางไว้มาตั้งแต่อดีต 10.การให้สิทธิของภาครัฐในการศึกษา ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับสูง โอกาสในหน้าที่การงานในตำแหน่งราชการแก่ชาวมุสลิม รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณหรือความช่วยเหลือ ที่มากเกินไป แก่สถาบันการศึกษาเอกชนที่สอนศาสนาอิสลามและกิจการด้านอิสลาม ส่วนที่ 2) ข้อเสนอเชิงนโยบายของชาวไทยพุทธ เรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุลักษณ์ชายแดนใต้ แบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ 1. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2. ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชน และ 3. การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม

หรือในส่วน “บทนำ” ของ รักชาติ สุวรรณ์ ในนามเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ให้ภาพชวนสนใจว่า หลายๆ ครั้งของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเสวนาหรือลงพื้นที่ตามหมู่บ้าน เรามักได้รับโจทย์ที่จำเป็นต้องหาคำตอบให้คนในพื้นที่เสมอ แม้กระทั่งโจทย์ที่มักนิยมส่งกันตามโซเชียลหรือในกลุ่มไลน์ โดยไม่รู้ที่มาที่ไปของข้อความ บางครั้งเป็นข้อความที่ไร้ความจริง มันก็คือ “โจทย์” ที่เราจะต้องหาคำตอบมาให้ได้เช่นกัน

“เราผ่านอะไรมามากมาย ผ่านการโดนต่อว่าแบบหยาบๆ คายๆ ผ่านการโดนด่าว่าเป็นคนอิสลามในคราบคนพุทธ เพียงเพราะเรามีความเห็นที่แตกต่างไปจากคนพุทธคนอื่นๆ แรกเริ่มทีเดียวทำให้เครียดๆ กันบ้าง เครียดและไม่เข้าใจว่า ถ้อยคำที่บางท่านใช้ออกมา เกิดจากจิตใต้สำนึกของเขาจริงๆ หรือเกิดจากการที่เขาเหล่านั้นเขียนภาพที่น่ากลัวของคนมุสลิม หรือคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามกันแน่”

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับ “ชาวพุทธ” ในพื้นที่ขัดแย้งเช่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านการลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลจากบุคคลต่างๆ หลากหลายฝ่ายอย่างจริงจัง ซึ่งมีทั้งสอดคล้องหรือเหนือความคาดคิดของใครหลายหลายคนที่สนใจติดตามปัญหา “ไฟใต้” บางคนอาจเพียงได้ยินประเด็นปัญหาแล้วรีบ “พิพากษาตัดสิน” บางคนอ่านข่าวแล้วไป “ตอกย้ำ” ทัศนคติของตนเองที่มีอยู่ในใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็น “บวก” หรือเป็น “ลบ” ก็ตาม

“โจทย์สำคัญ” ที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ซึ่งเกิดขึ้นจากผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ จึงนับเป็นความท้าทายของทุกฝ่ายที่ต้องศึกษาเรียนรู้และร่วมไม้ร่วมมือกันแก้ไข ไขปริศนาอันดำมืดที่ติดค้างอยู่ในใจใครหลายคน เพื่อนำ “สันติสุข” กลับคืนสู่ชุมชน สังคม ตอกย้ำสันติสุขภายในใจของคนต่างศาสนา ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินเดียวกัน