ณรงค์ ใจหาญ

เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับความเสียหายทางด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือถูกจำกัดเสรีภาพ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการร้องทุกข์ต่อตำรวจ หรือฟ้องคดีต่อศาล นอกจากนี้ ยังสามารถฟ้องคดีแพ่งเพื่อให้ผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ตนได้ ตามหลักความรับผิดทางละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิขย์ หากไม่ต้องการฟ้องคดีเองก็อาจขอค่าเสียหายมาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และฟ้องจำเลยที่กระทำความผิดเป็นคดีอาญาต่อศาลอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1

หากผู้ได้รับความเสียหายถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะฟ้องคดี ต้องพิจารณาดูว่า ความตายนั้นเกิดจากการกระทำความผิดหรือไม่ หากเกิดเพราะความผิดนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5(2) กำหนดให้ คู่สมรส (ซึ่งต้องแต่งงานกันตามกฎหมาย) บุพการี (ตามสายโลหิต) ผู้สืบสันดาน (ตามสายโลหิต) สามารถดำเนินคดีแทนได้ผู้เสียหายที่ตายได้ โดยถือว่าเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่แท้จริง บุคคลเหล่านี้ก็สามารถดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ รวมถีงการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ถึงแก่ความตายด้วย

แต่ถ้าความตายนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดเช่น เจ้าของรถยนต์ถูกยักยอกหรือทำให้เสียทรัพย์แต่ยังไม่ทันได้แจ้งความร้องทุกข์แก่ตำรวจ ก็ถึงแก่ความตายไปก่อน ดังนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยให้ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้าของรถคันที่ถูกยักยอกหรือทำให้เสียทรัพย์นั้น ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ โดยถือว่าเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินตกทอดไปยังทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 แต่ไม่อาจฟ้องคดีอาญาเองได้เพราะการฟ้องคดีอาญาไม่ใช่สิทธิทางแพ่ง (ฎีกาที่ 206/2518 และฎีกาที่ 11/2522) ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ การที่ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากคดีหมิ่นประมาท และได้ตายก่อนที่ร้องทุกข์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 วรรคสองให้ บิดามารดา บุตรหรือคู่สมรสของผู้เสียหายนั้นร้องทุกข์ และให้ถือเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กฎหมายให้ความสำคัญกับบุคคลดังกล่าวว่า หากมีคนใกล้ชิดในครอบครัวได้รับความเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียง ก็มีผลกระทบต่อความรู้สึกและชื่อเสียงของคนในครอบครัวด้วย ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะในสังคมไทย หากมีคนในครอบครัวต้องเสียชื่อเสียงหรือถูกใส่ความ คนในครอบครัวย่อมได้รับผลกระทบจากเพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานไม่มากก็น้อยแม้ว่าจะไม่ได้ถูกใส่ความแก่ตนเองก็ตาม

การที่กฎหมายกำหนดผู้ที่จะจัดการแทนผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายโดยตรง จึงมีพื้นฐานของความเกี่ยวพันของผู้จัดการแทนซึ่งต้องใกล้ชิดกับผู้เสียหายที่ถึงแก่ความตาย หรือได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือผลกระทบด้านชื่อเสียง แต่ถ้าผู้นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวก็ไม่อาจดำเนินการในทางอาญาหรือคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาได้ เว้นแต่จะมีสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือมรดกความ

ปัญหาอีกประการคือ แม้เป็นผู้เสียหายที่แท้จริง แต่ถ้าผู้เสียหายนั้นมีส่วนร่วม หรือ ก่อ หรือยินยอมให้กระทำความผิด เช่น ยอมให้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ยอมให้ทำร้ายร่างกาย หรือก่อเรื่องจนเกิดการทะเลาะวิวาท กรณีเหล่านี้ ผู้ได้รับความเสียหายไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่อาจฟ้องคดีได้ ตามแนวตีความของศาลฎีกาที่ถือว่า ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย อันก่อให้เกิดผลว่าเมื่อผู้เสียหายไม่อาจดำเนินคดีได้เองแล้ว ผู้มีอำนาจจัดการแทนข้างต้นก็ไม่สามารถดำเนินคดีแทนได้ด้วย เช่น หญิงยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนเองแท้งลูก แต่ตนเองก็ถึงแก่ความตายด้วย ต้องถือว่ามีส่วนยินยอม จึงไม่เป็นผู้เสียหาย ดังนั้น บุพการีก็ไม่อาจฟ้องคดีอาญาแทนได้เช่นกัน (ฎีกาที่ 1281/2503 และฎีกาที่ 945/2502) แต่ถ้าเป็นความผิดที่ต้องการคุ้มครองผู้เยาว์เช่นการกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี แม้ว่าเด็กจะยินยอมให้กระทำความผิด กฎหมายยังถือว่าเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา และผู้แทนโดยชอบธรรมก็สามารถดำเนินการแทนได้ (ฎีกาที่ 4147/2550) และสามารถขอให้ศาลสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ได้ตามมาตรา 44/1

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการดำเนินคดีอาญาที่กฎหมายกำหนดว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเอกชนเมื่อได้รับความเสียหายจะดำเนินคดีอาญาต่อไปได้อย่างไร แต่ในกระบวนการดำเนินคดีอาญานั้น หากมองให้กว้างขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้เสียหายต้องเสียชีวิต หรือสูญหายไปไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ในด้านความเสียหายที่กระทบต่อทายาทหรือคนในครอบครัวทางกายภาพคงเห็นไม่ชัด แต่ความห่วงใย ความกังวล หรือความเศร้า หรือความหวาดกลัวจากภัยที่อาจเกิดขึ้นจากผู้กระทำความผิดที่มาข่มขู่ไม่ให้ดำเนินคดี ย่อมมีขึ้นได้ แต่เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจ และความปลอดภัยที่ควรได้รับความคุ้มครองในกรณีที่ผู้เสียหายเสียชีวิตลงแต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิด ผู้ได้รับผลกระทบในกรณีนี้ จึงยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือจากมาตรการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 เพราะต้องเป็นผู้ที่จะเป็นพยานในคดีอาญา ที่จะต้องมาเบิกความต่อศาล และไม่ใช่กรณีที่จะได้รับการชดเชยความเสียหายเบื้องต้นจากการเป็นผู้เสียหาย เพราะความเสียหายดังกล่าวไมได้เกิดโดยตรงจากการที่เป็นผู้เสียหายแต่เป็นผลกระทบโดยทางอ้อมจากการที่ผู้เสียหายที่แท้จริงเสียชีวิต

อย่างไรก็ดี ในแนวทางมาตรฐานสากลขององค์การสหประชาชาติ ในปี ค.ศ. 1985 ได้รับรองประกาศ ที่เรียกว่า “ปฏิญญาว่าด้วยหลักความยุติธรรมพื้นฐานสำหรับผู้เสียหายในคดีอาญา และการใช้อำนาจโดยมิชอบ (Declaration of Basic Crime Principle for victims of Crime and abuse of Power, 1985) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญาตามหลักสากลซึ่งมีกฎหมายในหลายประเทศดำเนินการตามหลักการนี้เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สหพันสาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐฝรั่งเศส และประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ซึ่งประเทศไทยได้แจ้งลงนามในเดือนมิถุนายน 2555 และเตรียมที่จะให้การรับรองในไม่ช้า ก็ได้ให้ความสำคัญแก่ญาติใกล้ชิด เช่น บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีภริยา ของผู้ที่ถูกบังคับสูญหายที่จะเป็นผู้เสียหายจากความผิดดังกล่าวด้วยเพราะเห็นว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้นั้นถูกอุ้มหายไปนั่นเอง แต่เนื่องจากในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ยังไม่กำหนดให้บุคคลดังกล่าวสามารถดำเนินการแทนได้เพราะไม่ได้ถึงแก่ความตาย (ฎีกาที่ 10915/2558)จึงไม่อาจดำเนินการได้และไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะพยานหรือผู้เสียหายตามที่กฎหมายคุ้มครองพยานกำหนด อย่างไรก็ดีสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบแต่ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีอาญานี้ น่าจะได้รับการพิจารณาและกำหนดไว้ในกฎหมายไทยว่า ควรได้รับการช่วยเหลือผลกระทบทางด้านความปลอดภัยหรือการเยียวยาจิตใจหรือการติดตามผลของคดี เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการกระทำความผิดดังกล่าว