สังคมไทยกำลังพยายามพัฒนาจะก้าวไปให้ถึง “สังคม 4.0” ซึ่งดูไปแล้ว บางภาคส่วนของสังคมไทยนั้นอาจจะเข้าถึงสังคม 4.0 ได้นิดหน่อยแล้วทางเทคโนโลยี แต่ในทางระบบคิดภายในสมองคนไทยนั้น คงยังห่างไกลแบบสังคม 4.0 อยู่มาก

ส่วนทางประเทศทุนนิยมศูนย์กลางนั้น ตอนนี้ก็มีประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มตระเตรียมตัวสำหรับก้าวไปสู่สังคม 5.0 ซึ่งดูคร่าว ๆ ก็ยังมีวิสัยทัศน์บางส่วนที่ดูดี เพราะหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของมนุษย์”มากขึ้น นั่นคือวิสัยทัศน์ที่จะสร้าง “สังคมและเศรษฐกิจใหม่โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (คำกล่าวนี้ก็สะท้อนว่า สังคมและเศรษฐกิจระบอบฟิวดัล-Fudal และทุนนิยมมิได้ถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ใช่หรือไม่ ?)

การจะพัฒนาก้าวหน้าจาก สังคม 4.0 ไปสู่สังคม 5.0 นั้น นักติดชาวญี่ปุ่นมองว่ามีอุปสรรคใหญ่ห้าด้าน หรือกำแพงห้าชั้นที่จำเป็นต้องทลายลงให้สำเร็จ ได้แก่

1. กำแพงระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงระหว่างกระทรวงต่าง ๆ โดยต้องมียุทธศาสตร์ระดับชาติ ที่บูรณาการพันธกิจและภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาด้วย โดยมีเป้าหมายระดับชาติที่ชัดเจนร่วมกัน การกำหนดทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใหม่ต้องเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม การสนับสนุนส่งเสริม หรือการรณรงค์ของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันและหนุนเสริมซึ่งกันและกัน

2. กำแพงของระบบกฎหมาย โดยต้องพัฒนากฎหมายให้ สอดคล้องและสามารถรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไม่เช่นนั้นระบบกำกับดูแลที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง
นวัตกรรมก็เป็นได้ เช่น ยานพาหนะและอากาศยานไร้คนขับ จำเป็นต้องมีกฎหมายและการกำกับดูแลแบบใหม่ โดยต้องฟังเสียงประชาชนด้วย การบริหารตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับท้องถิ่นหลีกไม่พ้นที่จะต้องใช้ดิจิทัล

3. กำแพงด้านเทคโนโลยี โดยต้องสร้างสังคมฐานความรู้ จนสามารถสร้างเทคโนโลยี และเป็นสังคมที่เสพเทคโนโลยีด้วยสติปัญญา แผนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฉบับที่ 5 ได้กำหนดไว้ว่า การลงทุนด้านการวิจัยของภาครัฐต้องไม่น้อยว่าร้อยละ 1 ของ GDP ซึ่งเท่ากับ 26,000 ล้านเยน นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า Strategic Innovation Promotion Program: SIP ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ดำเนินการข้ามกระทรวง และ Impulsive PAradigm Change
through disruptive Technologies Program: ImPACT รวมทั้งจะปฏิรูประบบนวัตกรรมระดับชาติ (national innovation system) ด้วย

4. กำแพงด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยประชาชนต้องมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ตลอดเวลา ต้องมีการปฏิรูปการศึกษาบนหลักการที่ว่า มนุษย์มีอิสระทางความคิดและสามารถสร้างคุณค่าใหม่ด้วยการทำงานกับผู้อื่นร่วมกับการผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

5. กำแพงด้านการยอมรับของสังคม โดยต้องมีวิสัยทัศน ระดับชาติที่ได้รับการยอมรับร่วมกันจากทุกภาคส่วน เทคโนโลยีและสังคมต้องมีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การใช้เทคโนโลยีต้องระมัดระวังผลกระทบในทางลบที่จะเกิดกับสังคม การสร้างและใช้ความรู้และเทคโนโลยีต้องมีการพิจารณาผลกระทบด้านจริยธรรมกฎหมาย และสังคม (Ethical, Legal and Social Implications: ELSI)ร่วมไปด้วย ประเด็นที่ไม่ควรถูกละเลยครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรกล (ในที่นี้หมายถึงหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์) ตลอดจนประเด็นทางปรัชญา อาทิ ความสุขส่วนบุคคล มนุษยชาติ ความริเริ่มของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยการสร้างนวัตกรรมแบบเปิด

วิสัยทัศน์เรื่องกำแพงห้าชั้นข้างต้น ส่วนที่เป็นแง่คิดมีประโยชน์สำหรับสังคมที่กำลังพยายามพัฒนาไปสู่สังคม 4.0 ก็คือ เรื่องกำแพงระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน กับเรื่องระบบกฎหมาย

ซึ่งถ้าสังคมไทยปรับปรุงสองเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ก็อย่าฝันถึงสังคม 4.0 เลย