รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

“สังคมผู้สูงอายุ” แม้จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในสังคมโลกและสังคมไทย แต่หากให้ “สวนดุสิตโพล” ถาม “ประชาชน” ว่า “สังคมผู้สูงอายุ”คืออะไร? แล้วยิ่งถามต่อไปว่า “สังคมผู้สูงอายุ” เกิดขึ้นเมื่อไร? หรือหากถามถึงขั้นที่ว่าคนไทยจะเตรียมตัวกับ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างไร?เชื่อว่าบางคนอาจทำหน้า “งง” หรือบางคนอาจจะถามกลับเพราะความ “ไม่รู้”... ดังนั้น ข้อเขียนนี้ จึงไม่ได้เป็นแค่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เท่านั้น แต่เป็นการกระตุ้นให้ “สังคมไทย” เตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (เสียที)

“โลกแห่งผู้สูงอายุ” หรือ “สังคมผู้สูงอายุ”จากการประเมินสถานการณ์ขององค์การสหประชาชาตินั้น จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2643 (2001-2100) โดยมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ หมายถึงการมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรรวมทั่วโลกและมีแนวโน้มว่าประชากรผู้สูงอายุเหล่านี้จะมีฐานะยากจน อันจะเป็นประเด็นท้าทายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศจะต้องมีแผนรองรับ

สำหรับประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ สรุปว่าไทยได้เริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 (2005) โดยมีประชากรผู้สูงอายุ ร้อยละ 10.4 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าในปี 2564 จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วนสูงถึง 20% และในปี 2574 ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 28% จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกนั้น ย่อมนำมาซึ่งผลกระทบในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการมีแรงงานในภาคการผลิตลดลง อัตราการออมที่ลดลง รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการและการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลและปฐมพยาบาลผู้สูงอายุมากขึ้น

ดังนั้น ในมิติของภาครัฐหากไม่มีการเตรียมความพร้อมในเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมทำให้รายได้ประชาชาติ ลดลงได้ โดยแนวทางในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ ประกอบด้วยแนวทาง ดังนี้ ขยายอายุเกษียณ เป็นนโยบายที่ทำได้ในระยะสั้น เพื่อเพิ่มจำนวนคนวัยทำงาน ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น สิงคโปร์เพิ่มอายุเกษียณจาก 65 เป็น 67 ปี

สนับสนุนให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับผู้สูงอายุ รัฐบาลสิงคโปร์ให้เงินสนับสนุนแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุให้ทำงานต่อ (Special Employment Credit) โดยมีเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่านั้น

เพิ่มทักษะและการจัดหางานให้เหมาะสมกับวัย จะช่วยเพิ่มความสามารถในการหารายได้ และยกระดับผลิตภาพของแรงงานในระยะยาว ซึ่งทำได้ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบตลอดช่วงอายุ โดยมากมักได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ‘Senior Work Program’ ในญี่ปุ่น สำหรับไทย ขณะนี้ภาครัฐมีโครงการฝึกอบรมแรงงานสูงอายุเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น และมีการคุ้มครองทางสังคมให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้

ยกระดับคุณภาพชีวิตที่จำเป็นโดยต้องวางแผนในระยะยาว โดยภาครัฐมีส่วนสำคัญในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดสรรรายได้และรายจ่ายอย่างสมดุล โดยเฉพาะรายได้หลังวัยเกษียณ ผ่านการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการมีส่วนร่วมและการประสานงานของหน่วยงานต่างๆ สิงคโปร์มีแผนนโยบายแห่งชาติเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเริ่มวางแผนมานานกว่า 50 ปี และมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบายที่มีทิศทางสอดคล้องกันระหว่างกระทรวงต่างๆ

ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร และเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน แม้ว่า ณ วันนี้ สังคมไทยจะเริ่มตื่นตัวและมีการวางนโยบายรองรับ เช่น ภาครัฐตั้งศูนย์บริการจัดหางานผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท แต่อย่างไรก็ตามการวางแผนและการดำเนินนโยบายยังค่อนข้างกระจัดกระจาย

ไม่เพียงภาครัฐเท่านั้นที่จะต้องเตรียมความพร้อม แต่ในมิติตัวตนของผู้สูงอายุ ก็จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน การเตรียมความพร้อม คงไม่สามารถมองแค่ด้านเศรษฐกิจ รายได้ ชีวิตความเป็นอยู่เพียงเท่านั้น แต่การเตรียมความพร้อมด้านสภาพจิตใจ โดยเฉพาะการเห็นและสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง ถือเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญไม่น้อย

ดังนั้น ณ วันนี้ ผู้สูงอายุจะต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อตนเอง และมองว่าแม้จะมีความโรยราทางร่างกาย แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทางความคิด ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความทันสมัย และแรงขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่พูดมายืดยาวทั้งหมดนี้ ไม่เพียงแค่ต้องการให้สังคมไทยเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ต้องการให้ผู้สูงอายุที่เห็นคุณค่าและรู้จักทำตัวให้มีคุณค่า โดยการทำตัวเป็น “ขิงแก่” ที่ยิ่งแก่ก็ยิ่งมีประโยชน์ เป็นผู้อาวุโสที่มากด้วยความสามารถและเต็มไปด้วยประสบการณ์

เมื่อถึงเวลาที่ “ไทย” ต้องเผชิญกับ “สังคมผู้สูงอายุ” แบบเต็มสูบ...คงไม่ใช่ “ภาครัฐ” เท่านั้นที่ต้องเตรียมตัว แต่ “ผู้สูงอายุ” ก็ต้องเตรียมตัว...เตรียมใจ และรู้จักเห็นคุณค่าของตนเอง...

อย่า!! ปล่อยให้ใครพูดได้ว่า “แก่แบบกะโหลกกะลา”... “แก่เกินแกง”... แต่จะแก่ทั้งทีต้องแก่ประสบการณ์...แก่ความรู้...แก่แบบมีคุณค่าให้เด็กๆ ดูครับ..!!