สถาพร ศรีสัจจัง

ช่วงปี พ.ศ. 2552 นับเป็นปีตื่นตัวอย่างสำคัญ ของผู้คนหลายกลุ่มในเมืองสงขลา พวกเขากระตุ้นซึ่งกันและกัน ถึงความสำคัญของสิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้า คือความค่อยๆเสื่อมสลายของมรดกหลายประการของเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตใจกลางเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยในอดึต ยาวนานสืบเนื่องมานับหลายร้อยปี
         
 เริ่มตั้งแต่ตึกรามบ้านช่องสถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายที่เคยแสดงอัตลักษณ์สง่างามผสมผสาน
ระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน-ตะวันตก กระจายตัวเป็นตึกแถวอยู่ทั่วไป นอกจากจะไม่มีการบูรณะอย่างมีแผนงานที่เป็นระบบแล้ว หลายส่วนถูกรื้อสร้างใหม่ หลายส่วนพังทะลายเก้เค้อยูคาตา ฯลฯ
           
ในส่วนวิถึวัฒนธรรมของเมือง ตั้งแต่ความรุ่มรวยในเรื่องอาหารการกินทั้งคาวหวานจนถึงเสื้อผ้าอาภรณ์ และวิถีประเพณีพิธีกรรม ก็สะเปะสะปะหย่อนยานแทบจะไม่ได้รับการอนุรักษ์สืบสานส่งเสริม ที่ทำบ้างก็เป็นเหมือนแบบตามมีตามเกิด ดูแล้วไร้หวังและไร้อนาคต ผิดวิสัยของเมืองที่เคยโดดเด่นรุ่งเรืองที่สุดของเมืองภาคใต้ตอนล่างเมืองหนึ่ง
           
แล้วจึงเกิดการรวมตัวของกลุ่มคนต้องการ “ฟื้นจิตวิญญาณสงขลาเก่า” ขึ้น!
           
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “ภาคีกลุ่มคนรักเมืองสงขลา” พายใต้การกระตุ้นหนุนอย่างสำคัญของคนชื่อ พีระ ตันติเศรณีนายกเทศมนตรีเมื่อครั้งยังมีชีวิตดังกล่าวมา 
           
เป็นที่รู้อย่างกว้างขวางกันแล้วว่าภาคีกลุ่มนี้ปัจจุบันตั้งมั่นดำเดินการอยู่ที่ “โรงสีแดง” หับ โห้ หิ้น ของอดีตโรงสีข้าวใหญ่ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของคหบดีตระกูล “รัตนปราการ” แห่งเมืองสงขลา
           
แต่ภาคเอกชนอีกกลุ่มที่น่าสนใจยิ่ง ผู้ตั้งมั่นต้องการ “ฟื้นทุนให้เมืองสงขลา” มาแต่ต้น ซึ่งส่วนใหญ่มักลงมือ “ทำ”มากกว่าการโหมประชาสัมพันธ์ ทำมาอย่างเงียบๆ เป็นข่าวบ้างไม่เป็นบ้าง 
            
นั่นคือกลุ่มของ คุณกระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ แห่ง “บ้านนครใน” ที่กลายเป็นจุด “เช็ค อิน” ที่สำคัญที่สุดไปแล้วสำหรับนักเดินทางท่องที่ยวในยุคปัจจุบันผู้มุ่งมาเดินเล่นในเขตเมืองเก่าสงขลา
            
คุณกระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ แห่งเมืองสงขลานั้น ใครๆในเมืองนั้นย่อมรู้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่งที่มี “สปิริตแห่งสงขลา” เต็มเปี่ยม เป็นพ่อค้าทองที่มีจิตใจเพื่อเมิองอย่างกว้างขวาง ทุ่มเทแรงกายแรงทุนสร้างหมุดหมายให้เมืองสงขลา(เก่า)มาอย่างไม่ลดละ มีวิสัยทัศน์แจ่มชัดยาวไกล โดยมีปรากฏการณ์สำคัญเกี่ยวกับเมืองสงขลาที่เกี่ยวท่านผู้นี้ที่ควรบันทึกไว้ไม่น้อย
             
คุณกระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ท่านนี้เองคือผู้ไปบุกเบิก"พื้นที่ป่าห่างไกล “อย่างบริเวณ” หาดเก้ว “ของอำเภอสิงหนคร ที่ตั้งอยู่ในเขตริมทะเลลึกเข้าไปจากถนนหลวงสายสงขลาระโนคไม่น้อยเลย จนกลายเป็นที่รู้จัก และกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกจุดหนึ่งของเมืองสงขลาในปัจจุบัน
             
“โรงแรมหาดแก้ว” ของท่านผู้นี้ยังตั้งตระหง่านและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
             
ที่น่าสนใจมากก็คือคุณกระจ่างท่านเป็นนักสะสมของเก่าคนสำคัญคนหนึ่ง โดยเฉพาะของประเภทเครื่องกระเบื้องจีนโบราณ ท่านได้สร้างปรากฏการโดยการ “รีโนเวท” โรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองสงขลาที่มีอายุมาเฉียดร้อยปีให้กลายเป็น “แองติค โฮเทล” ที่อลังการน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก โดยใช้ของเก่าทีทท่านเก็บสะสมไว้นัานเองมาตกแต่งจัดแสดง
             
นั่นคือการเกิดขึ้นของโรงแรมที่ชื่อ “สงขลาแต่แรก” ในเขตเมืองเก่าสงขลาปัจจุบัน เป็น งานโชว์อีกชิ้นสำคัญของเมืองเก่าสงขลา หลังจากสร้าง “บ้านนครใน” ให้เป็นที่ประจัดษ์มาก่อนหน้านั้นแล้ว
             
จากข่าวคราวที่สดับ ฟังว่าคุณกระจ่างแห่งห้างทองหยงเตียนเมืองสงขลาท่านนี้ ยังมีงานโชว์ชิ้นสำคัญๆอีกหลายเรื่องที่รอปรากฏโฉม เพื่อร่วม “ฟื้นทุนให้เมืองสงขลาเก่า” ตั้งแต่การกำลัง “รีโนเวท” โรงแรม “เวียงสวรรค์” เก่าให้กลายเป็น “อาร์ท โฮเทล” แห่งแรกในภาคใต้ เป็นต้น
              
แต่ฟังว่า ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ คุณกระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ ท่านนี้แหละ ที่กำลังทุ่มทุนหลายสิบล้านเพื่อจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์เครื่องกระเบื้องจีน” ที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่าและมูลค่าขึ้นที่ “บ้านนครใน” ของท่าน เพื่อจัดแสดงชิ้นงานกระเบื้องดินเผาจีนชิ้นเอกๆที่ยากจะมีใครได้เห็น ที่ท่านเก็บสะสมไว้เป๋นสมบัติส่วนตัวให้โลกได้ประจักษ์ว่าเมืองสงขลาก็มีของดีไว้รอผู้มาเยี่ยมชมแบบไม่น้อยหน้าใคร 
               
คนที่ร่ำรวยแล้ว สบายแล้ว แต่ยังมีมีวิสัยทัศน์ มีใจมีศรัทธา และมีความกล้าจะลงมือทำในสิ่งที่เอื้อให้ส่วนรวมเช่นนี้ ถ้าไม่ช่วยกันปรบมือให้ ช่วยกันให้กำลังใจแล้วยังควรจะทำอะไรอีกหรือ?