จาก สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมไมซ์ที่มีความท้าทายใหม่ ๆ ได้แก่ ความท้าทายในการรักษาอันดับ 1 ของไมซ์ในอาเซียน และผลักดันให้ไทยเป็นอันดับ 5 ด้านการประชุม และอันดับ 6 ด้านการแสดงสินค้าของภูมิภาคเอเชียภายในปีพ.ศ. 2564 ดังนั้นในปี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ทางทีเส็บ จึงต้องเร่งส่งเสริมการดึงงาน และเพิ่มพื้นที่การขายของการจัดงานแสดงสินค้าในประเทศไทย รวมถึงการปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมไมซ์โลก เช่น การสร้างประสบการณ์ใหม่ ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานไมซ์ การสร้างความพึงพอใจและความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน ตลอดจนการนำเนื้อหาจากชุมชนและท้องถิ่นในประเทศมา สร้างอัตลักษณ์ให้กับการจัดงานไมซ์

เป็นจังหวะและโอกาสของทีเส็บ

ในเรื่องนี้ทาง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถา ในงาน Thailand MICE Forum 2018: Redefining Our Industry หรือ ไทยแลนด์ ไมซ์ ฟอรั่ม 2018, รีดีไฟน์นิ่ง อาวเวอร์ อินดัสทรี ว่า ทีเส็บเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ ในภาวะเศรษฐกิจกำลังเติบโต ซึ่งเป็นจังหวะและโอกาสที่จะพัฒนาองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนไปข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีปัจจัยสำคัญ ดังนี้ คือ ปัจจัยที่หนึ่ง มาจากเศรษฐกิจในช่วงนี้ที่กำลังฟื้นตัวในทุกมิติ โดยครึ่งปีแรกมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพีเติบโต 4.8 % จากตัวชี้วัดทุกดัชนี มีการเติบโตทุกภาคส่วน อาทิ การส่งออก การบริโภค การจับจ่ายของรัฐบาล รวมทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนั้นเศรษฐกิจในปี 2562 จึงน่าจะขยายตัวมากกว่าปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะและโอกาสของทีเส็บที่จะต้องเร่งหาพันธมิตรธุรกิจทั้งในประเทศและพันธมิตรต่างประเทศ

ส่วนปัจจัยที่สองนั้น ประเทศไทยกำลังเป็นจุดสนใจของการค้าการลงทุนในอนุภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศไทยจะเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ทั้งในตลาดซัพพลายเชน ที่เป็นกระบวนการต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดสินค้าขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการจัดซื้อ การผลิต การจัดเก็บ เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดจำหน่าย และการขนส่ง ตั้งแต่ก่อนและหลังการผลิตสินค้าจนไปถึงมือผู้บริโภค และตลาดแรงงาน เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดตัดระหว่างภูมิเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตก

ซึ่งถ้าเมืองไทยสามารถสร้างเส้นทางรถไฟออกไปสู่ประเทศพม่า ลาวได้ ไทยก็จะเป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่ม ซีแอลเอ็มวี ประกอบบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เป็นประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง และยังมีแร่ธาตุทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีค่าจ้างแรงงานไม่สูงนัก โดยกลุ่มดังกล่าวนี้มีจีดีพีเติบโตถึง 4-5% ในระดับอาเซียน ทำให้แถบนี้เป็นแหล่งความเจริญ ดึงดูดให้บริษัทใหญ่ๆ มาลงทุนในไทย เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง และขณะนี้ประเทศไทยมี แมคโคร-อีโคโนมิค ดาต้า ที่เข้มแข็ง มีโครงการในอนาคตที่เริ่มดำเนินการมาแล้ว 2-3 ปี เพราะฉะนั้นจึงเป็นจังหวะที่ ทีเส็บต้องเร่งสร้างความร่วมมือและก้าวไปข้างหน้า

สำหรับปัจจัยที่สาม เป็นการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาตนเองไม่ให้เศรษฐกิจทรุด เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตโดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2561 นี้ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี กำลังจะเปิดประมูลรถไฟเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ซึ่งจะส่งผลให้เมืองไทยกลายเป็นเมืองท่า ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ เนื่องจากเป็นทางเข้าและทางออกของการผลิตสู่กลุ่มซีแอลเอ็มวี รวมไปถึงจะเป็นหล่งศูนย์การผลิตกระจายการส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการต่อยอดท่าเรือแหลมฉบัง และอีสเทิร์นซีบอร์ด ไว้เป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต ด้านการเกษตร การเกษตรแปรรูป รถยนต์ เปลี่ยนเป็นฐานผลิตสู่รถยนต์แห่งอนาคต เป็นต้น

ขณะที่ปัจจัยสุดท้ายเป็นบทบาทการเมืองระหว่างประเทศของไทย ที่จะต้องผลักดันตัวเองขึ้นมาให้มีความหมาย มีความสำคัญ ดังเช่น ที่สิงคโปร์ทำสำเร็จมาแล้วในการผลักดันตัวเองเป็นศูนย์การจัดงานทุกประเภท ซึ่งประเทศไทยในขณะนี้อยู่ในจุดที่มีปัจจัยสนับสนุนทุกด้าน อีกทั้งถ้าในปี 2562 มีการเลือกตั้งทุกอย่างจะก้าวไปสู่จุดที่ดี และเป็นโอกาสที่ทีเส็บสามารถเข้าไปร่วมกับทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง วางแผนร่วมมือ เปิดแนวรุกก้าวไปข้างหน้า สร้างกิจกรรมขึ้นมา สร้างพันธมิตรให้มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ด้าน ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ กล่าวถึงผลการดำเนินงานของทีเส็บในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จากสามไตรมาสแรกที่ผ่านมา ว่า มีจำนวนนักเดินทางไมซ์ทั้งจากต่างประเทศและนักเดินทางชาวไทยที่เข้าร่วมงานไมซ์ในประเทศ ทั้งสิ้นแล้วจำนวนกว่า 25,291,439 ล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศไทยเป็นมูลค่ากว่า 154,779 ล้านบาท ซึ่งประมาณการณ์ว่าสิ้นปีงบประมาณ จะมีนักเดินทางไมซ์ทั้งจากต่างประเทศและนักเดินทางชาวไทยที่เข้าร่วมงานไมซ์ในประเทศ ประมาณ 38,397,033 คน สร้างรายได้ให้แก่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 207,561 ล้านบาท

โดยทาง ทีเส็บ ได้เร่งสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ด้วยการใช้กิจกรรมไมซ์ส่งเสริมอุตสาหกรรมตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ให้มากขึ้น และนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมไมซ์ ตลอดจนกระจายกิจกรรมไมซ์ไปยังภูมิภาคและเมืองรองเพื่อการกระจายรายได้ในประเทศ เป็นการสร้างความกระตือรือร้น และการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบขององค์กรภาครัฐในการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมธุรกิจไมซ์

ด้วยเหตุนี้ ทีเส็บจึงกำหนด 3 แนวทางหลักเพื่อดำเนินงาน ได้แก่ 1. การพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งสร้างรายได้จากกิจกรรมไมซ์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ เป็นผู้อำนวยความสะดวกและจัดทำแพคเกจสนับสนุนและส่งเสริมการตลาดให้แก่ภาคเอกชน ร่วมกันดึงงานและสนับสนุนการจัดงานภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล ดังเช่นในปี พ.ศ. 2560 ที่ได้ให้การสนับสนุนงานในอุตสาหกรรม S Curve และ New S Curve ทั้งสิ้นกว่า 90 งาน อาทิ งานด้าน Robotics / ด้าน Logistics / ด้านเชื้อเพลิงและพลังงานทดแทน / ด้านการแพทย์ และด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล

ส่วนข้อ 2. การใช้นวัตกรรมสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ อาทิ โครงการจัดทำแอปพลิเคชัน BIZ CONNECT ที่จะช่วยสร้างเวทีสื่อกลางการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้จัดงานและผู้ร่วมงานไมซ์ผ่านแอปพลิเคชันที่สะดวกรวดเร็ว ซึ่งแอปฯ ดังกล่าวจะรวบรวมการจัดงานทั้งหมดให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถศึกษาและตอบรับการร่วมงานพร้อมเจรจาธุรกิจได้ทันที นอกจากนี้ ยังร่วม
มือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็นไอเอ ในการส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยด้วยนวัตกรรม ส่งเสริมธุรกิจ สตาร์ทอัพ ในอุตสาหกรรมไมซ์ ให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจไมซ์ที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

และ 3.การกระจายรายได้ และองค์ความรู้จากกิจกรรมไมซ์สู่ชุมชน ภายใต้ โครงการไมซ์เพื่อชุมชน โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์การเกษตรเป็นสถานที่รองรับการจัดงานไมซ์ ทั้งนี้ในเบื้องต้นคัดเลือกสหกรณ์ 35 แห่ง และเตรียมขยายการดำเนินงานไปยังอีก 200 สหกรณ์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าในประเทศ ทีเส็บยังร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนางานแสดงสินค้าของประเทศไทยเป็นครั้งแรก เรียกโดยย่อว่า EMTEX (Empower Thailand Exhibition) เพื่อเป็นเวทีให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันผลักดันให้เกิดการสร้างงานแสดงสินค้าใหม่ๆ และกระจายงานแสดงสินค้าสู่ภูมิภาค

สำหรับการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินงานในครั้งนี้ ถือเป็นการพลิกโฉมบทบาทและการทำงาน โดยเน้นการทำงานร่วมกันด้วยใจบริการอย่างแท้จริงให้กับอุตสาหกรรม การสร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ และการสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งได้ประมาณการการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ว่าน่าจะมีโอกาสต้อนรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์รวมทั้งสิ้นประมาณ 40,356,337 คน และสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้ประมาณ 228,627 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นนักเดินทางกลุ่มไมซ์ต่างประเทศประมาณ 1,419,890 คน สร้างรายได้ให้ประเทศได้ 130,200 ล้านบาท ส่วนนักเดินทางชาวไทยที่เข้าร่วมงานไมซ์ในประเทศ นั้นคาดว่าจะมีประมาณ 38,936,447 คน สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ 98,427 ล้านบาท