“ซีบรา เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น” ผู้นำตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา เครื่องสแกนบาร์โค้ด และเครื่องพิมพ์บาร์โค้ด เผยผลสำรวจ “เทรนด์ในอนาคตของบริการ Fulfillment” ของบริษัทโลจิสติกส์พบว่า55 % คาดว่าภายในปี 2028 จะสามารถให้บริการจัดส่งพัสดุได้ถึงที่หมายภายในสองชั่วโมง รุกเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์เทรนด์ตลาด

นายทาน อิ๊ก จิน, ผู้จัดการธุรกิจ Vertical Solutions, ซีบรา เทคโนโลยีส์ เอเชีย แปซิฟิค เปิดเผยว่า ด้วยแรงผลักดันจากเหล่านักช้อปที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและเชื่อมต่อการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และบริษัทโลจิสติกส์จึงร่วมมือกันและแลกเปลี่ยนบทบาทในรูปแบบที่ไม่มีมาก่อนเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้ซื้อในด้านการจัดส่งสินค้าผ่าน omni-channel จากการศึกษาวิจัยในหัวข้อ Future of Fulfillment Vision Study ของซีบราพบว่า 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกเห็นว่า อีคอมเมิร์ซกำลังเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการส่งมอบที่เร็วขึ้น เพื่อการตอบสนองแนวโน้มดังกล่าว

ขณะที่บริษัทต่างๆ กำลังหันไปใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและ analytics เพื่อนำระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบที่ช่วยในการมองเห็นสินค้า และ business intelligence (เทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ วิเคราะห์ และสรุปภาพรวมของข้อมูลทางธุรกิจในหลายมิติ) ไปใช้ในซัพพรายเชนเพื่อแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบ on-demand ตามความต้องการของผู้ซื้อ

ทั้งนี้จากผลสำรวจของซีบรา พบว่า 67 % ของบริษัทโลจิสติกส์คาดการณ์ว่าภายในปี 2566 จะสามารถจัดส่งพัสดุถึงที่หมายภายในวันเดียวกันได้ และ 55% คาดว่าภายในปี 2071 จะสามารถให้บริการจัดส่งพัสดุได้ถึงที่หมายภายในสองชั่วโมง นอกจากนี้ 96% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะใช้บริการจัดส่งแบบ crowdsourced delivery หรือเครือข่ายผู้ขับขี่ที่เลือกให้บริการตามคำสั่งซื้อบางรายการภายในปี 2571

นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการปฏิบัติงานที่ธุรกิจค้าปลีกต้องการให้เกิดขึ้นโดย 7 ใน 10 ของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยว่า จะมีผู้ค้าปลีกจำนวนมากขึ้นที่เปลี่ยนร้านค้าให้กลายเป็น fulfillment center ที่สามารถรองรับการคืนสินค้า ภายในปี 2566 อยู่ที่ 99% ของร้านค้าปลีกวางแผนที่จะให้บริการแบบสั่งซื้อออนไลน์และรับของที่ร้านเพื่อให้การบริการ Fulfillment มีความคล่องตัวมากขึ้น

ขณะที่ขั้นตอนในการรับคืนสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับธุรกิจค้าปลีกและบริษัทโลจิสติกส์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 93 %ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า การรับและจัดการการคืนสินค้ายังคงเป็นเรื่องท้าทาย กระบวนการการรับคืนสินค้าในหลายธุรกิจยังมีข้อบกพร่องและต้องการการพัฒนา ปัจจุบัน 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นธุรกิจค้าปลีกคิดค่าบริการเพิ่มกรณีคืนสินค้า และ 71% ไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนนโยบายนี้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม 92% ของผู้ตอบแบบสอบกล่าวว่า เงินทุนเพื่อจัดตั้งและค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินการเพื่อให้บริการแบบ omni-channel หรือบริการที่มีทั้งช่องทางออฟไลน์คือมีหน้าร้าน และออนไลน์คือมีเว็บไซต์ ถือเป็นความท้าทายหลัก โดยมีเพียง42% ของซัพพลายเชนที่ตอบแบบสอบถาม ให้บริการในแบบ omni-channel ซึ่งขัดแย้งเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีผู้บริโภคกว่า 73% ใช้บริการซื้อสินค้าผ่านทั้งช่องทางอ๊อฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้ยังพบว่า 55% ขององค์กรยังคงทำงานแบบใช้ปากกาและกระดาษจดซึ่งด้อยประสิทธิภาพในการรองรับการบริการแบบ omni-channel

ภายในปี 2564 ประมาณ 99 % ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้บริการโลจิสติกส์ผ่าน omni-channel จะใช้คอมพิวเตอร์พกพาที่มีเครื่องสแกนบาร์โค้ด การอัพเกรดจากระบบงานแบบ manual ที่ใช้กระดาษและปากกาจัดทำเอกสาร ไปสู่การใช้คอมพิวเตอร์พกพาที่มีเครื่องสแกนบาร์โค้ดหรือแท็บเล็ตเพื่อช่วยปรับปรุงการจัดการโลจิสติกส์ผ่าน omni-channel ให้สามารถเข้าถึงระบบการจัดการคลังสินค้าแบบเรียลไทม์ได้มากขึ้น

ส่วนในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นระดับผู้บริหารและมองการณ์ไกล ระบุว่า ซัพพรายเชนต้องมีโซลูชั่นส์ที่เชื่อมโยง มีข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ และเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และความคุ้มค่าในการขนส่งและแรงงานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจคาดว่า เทคโนโลยีใหม่ที่จะพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ (หรือที่เรียกกันว่า disruptive technologies) มากที่สุด ก็คือ โดรน หรือยานพาหนะที่ไร้คนขับ/ขับขี่ได้เอง, เทคโนโลยีที่สวมใส่ไว้กับร่างกาย(wearable)และเทคโนโลยีพกพา รวมถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี RFID (radio-frequency identification) และแพลตฟอร์มการจัดการสินค้าคงคลังจะเพิ่มขึ้นจาก 32 %เป็น 95% ในปี 2571 ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และ tagging solution ที่ขับเคลื่อนโดย RFID จะช่วยให้สามารถมองเห็นข้อมูลสินค้าคงคลังได้ลึกลงไปถึงระดับรายการย่อยและเป็นปัจจุบันมากที่สุด ทั้งยังเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลสินค้าคงคลังและความพึงพอใจของผู้ซื้อพร้อมกับลดปัญหาสินค้าขาดหรือมีมากเกินความต้องการในสต๊อก หรือปัญหาความผิดพลาดในการเติมสินค้า

สำหรับแผนการทำตลาด ซีบรา ได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์แบบพกพารุ่นใหม่และโซลูชั่น RFID ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทั้งในและนอกสถานที่ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาในแวดวงการให้บริการด้าน fulfillment เครื่องพิมพ์แบบพกพา ZQ300 Series ใหม่ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้กับพนักงานขณะลงพื้นที่ ภายในคลังสินค้า หรือพนักงานหน้าร้าน ด้วยขีดความสามารถในการพิมพ์แบบ on-demand ในขณะที่เครื่องอ่าน RFID แบบ fixed UHF รุ่น FX9600 จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าปริมาณมากในคลังสินค้าหรือที่ท่าเก็บสินค้าได้อย่างแม่นยำ

นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างมากในประเทศไทย สอดคล้องข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ)ที่รายงานว่าในปี 2563 ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 5.6 พันล้านบาท การเติบโตที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ส่งผลให้ธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อให้บริการผู้บริโภคทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ มีการศึกษาและนำข้อมูลการใช้บริการของผู้บริโภคมาใช้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการจัดส่งที่รวดเร็วมากขึ้น ธุรกิจสามารถสร้างโอกาสให้กับองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานโดยการใช้เทคโนโลยีอย่าง ปริ้นเตอร์และคอมพิวเตอร์แบบพกพาซึ่งให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในหน้าร้านค้าหรือลงพื้นที่พบลูกค้า เป็นต้น