ฟากฝั่งแนวรบที่พรรคประชาธิปัตย์ ยามนี้ต้องยอมรับว่าดุเดือด ร้อนแรงมากกว่าใครเพื่อน เพราะวาระที่สมาชิกของพรรคเฝ้ารอคอย กำลังจะมาถึง เมื่อการประชุมสมาชิกพรรคหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาต( คสช.) ให้ใฟเขียวปลดล้อคกันแล้ว ได้ยึดโยงกับการเฟ้นหา “หัวหน้าพรรคคนใหม่”

สำหรับพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง แม้จะอยู่ในสภาพที่ไร้หัว ขาดตัวหัวหน้าพรรค แต่ก็ยังไม่มีปัญหามากเท่ากับ ประชาธิปัตย์

ที่แม้วันนี้จะมีหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคลำดับที่ 7 นั่งบริหารพรรคมาแล้ว 4 สมัย แต่มาวันนี้ กลับมีแรงกระเพื่อมภายในพรรคเรียกร้องให้ “เปลี่ยนตัว” เพื่อหา “แม่ทัพคนใหม่” นำสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ !

ในความเป็นจริงแล้ว แรงกดดันและกระแสเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจากอภิสิทธิ์ ไปเป็นคนใหม่นั้น แทบไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นภายในพรรค

แต่กลับตรงกันข้าม เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา นับแต่ตั้งก่อนการรัฐประหาร โดยคสช.เมื่อปี 2557 กระแสเรียกร้องในประเด็นเดิมๆก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และในแทบทุกครั้ง ก็มักจะมี “นายหัวชวน” ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกแอคชั่น ห้ามทัพ “ส่งสัญญาณ” หนุนอภิสิทธิ์ เพื่อสยบทุกความวุ่นวายมาโดยตลอด

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนี้ดูจะมีความหมายอยู่ไม่น้อย และแตกต่างไปจากในทุกๆครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากนัยยะของการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคของประชาธิปัตย์รอบนี้ยังเกี่ยวพันเชื่อมโยงไปยัง “เงื่อนไข” ของการเข้าร่วมรัฐบาล กับ “ขั้วอำนาจคสช.” อีกด้วย

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากจะมีปฏิกริยา ทั้งหนุนและต้าน ทั้ง “คนใน-คนนอก” ของพรรคที่จะก้าวขึ้นมาอาสาชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจากอภิสิทธิ์ และขั้วอำนาจของชวน ซึ่งมีความชัดเจนว่า ไม่เอา “นายกฯคนนอก” ไม่สนับสนุน คสช.

การเปิดชื่อ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” อดีตส.ส.พิษณุโลก ของพรรค ซึ่งถูกตั้งข้อสมมติฐานว่า หมอวรงค์ ได้แรงหนุนจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มีเป้าหมายหนุนคสช. ขณะเดียวกัน ชื่อของ “อลงกรณ์ พลบุตร” อดีตแกนนำของประชาธิปัตย์ที่บัดนี้กลายเป็น “คนนอก”ไปแล้ว หากจะกลับเข้ามาชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคในฐานะ “คนนอก” นั้นอลงกรณ์ ต้องได้รับการรับรองจาก อดีตส.ส.ถึง 40 คน

ดังนั้นน่าสนใจว่าการที่วันนี้มีชื่อของอลงกรณ์ ในฐานะคนนอก ประกาศตัวผ่านสื่อชัดเจนว่าพร้อม จะกลับมาลงชิงชัยกับอภิสิทธิ์นั้น จะเชื่อมโยงกับข้อครหา ของ “วัชระ เพชรทอง” อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ จริงหรือไม่ว่าเป็นคนที่คสช.ส่งมาชนกับอภิสิทธิ์

เพียงเพื่อเป้าหมายเดียว คือการนำประชาธิปัตย์ ไปหนุนคสช. ยอมรับเงื่อนไข “นายกฯคนนอก” ที่ชื่อ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.

สถานการณ์ของอภิสิทธิ์ วันนี้คล้ายกับว่าเขาเองกำลังถูกห้อมล้อมด้วยศึกในและศึกนอก ในคราวเดียวกัน อีกทั้งยังดูจะเป็นการจงใจเพื่อวัดกำลัง “ขั้วอำนาจชวน” ว่าจะยังหนักแน่นและขลังอยู่หรือไม่ ในคราวเดียวกัน !