แม้เป็นที่รับรู้เลาๆ กันมาก่อนหน้า แต่เมื่อถึงคราได้รับการบอกแจ้งแถลงไข ก็อดที่จะ “เซอร์ไพรส์” อัศจรรย์ใจกันเสียมิได้

สำหรับ ข่าวคราวการก้าวลงของ “แจ็ค หม่า” จากเก้าอี้ “บิ๊กบอส หัวเรือใหญ่สุด” คือ “ประธานบริษัท” หรือ “ประธานบริหาร ของ “กลุ่มอาลีบาบา” หรือ “อาลีบาบา กรุ๊ป” หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า “อาลีบาบา” ธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้าน “อีคอมเมิร์ซ (การซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือทางอิเล็กทรอนิกส์” ที่เขาเป็น “ผู้ร่วมก่อตั้ง” ในจีนแผ่นดินใหญ่

โดย “นิวยอร์ก ไทม์ส” หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานเป็นหะเริ่มแรก ระบุว่า เป็นบทสัมภาษณ์ของมหาเศรษฐีที่ได้ชื่อว่า “รวยที่สุดแห่งแดนมังกร” รายนี้ ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีแผนการจะลงจากตำแหน่งประธานบริษัท “อาลีบาบา” ในวันจันทร์สัปดาห์นี้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ทั้งนี้ มีรายงานว่า “แจ็ค หม่า” เลือกเอา “วันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของเขาเอง” คือ “วันที่ 10 กันยายน” ที่ในปีนี้ตรงกับ “วันจันทร์” ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งเขามีอายุครบ 54 ปีเต็ม เป็นวันบอกคำอำลาก้าวลงจากตำแหน่ง “ประธานของบริษัทที่ได้ชื่อว่ายักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ” ทิ่มิใช่แต่เพียงในแดนมังกร คือ จีนแผ่นดินใหญ่ แต่ยังรวมถึงเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับแถวหน้าของโลกอีกต่างหากด้วย

ถอยห่างก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัท แล้วจะไปไหนต่อ ก็ได้รับคำตอบว่า จะไปทำงานการกุศล โดยจะเป็นช่วยเหลือด้านการศึกษา “ตามรอย” ของ “บิลล์ เกตส์” อดีตมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลก ประธานบริษัทไมโครซอฟท์ จนได้ฉายาว่า “เจ้าพ่อไมโครซอฟท์” ที่ก้าวลงจากตำแหน่ง “ประธานบริษัท” ไปทำงานด้านการกุศล จนได้รับเสียงยกย่องสรรเสริญว่า เป็น “มหาเศรษฐีใจบุญ” กันไปก่อนหน้า

“บิลล์ เกตส์” ฉายา “เจ้าพ่อไมโครซอฟท์” กับงานการกุศล หลังประสบความสำเร็จทางธุรกิจ จนเคยก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลก

พร้อมเลือก “วัน” ที่ก้าวลงจากตำแหน่ง “บิ๊กบอส อาลีบาบา” ไปทำงานกุศลด้านการศึกษา ด้วยการเลือก “วันครู” ของจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่างหาก นั่นคือ วันที่ 10 กันยายน นั่นเอง อันเป็นวันเดียวกับวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของ “แจ็ค หม่า” ด้วยอีกประการหนึ่ง

ส่วนบุคคลที่จะมา “รับไม้” คือ ตำแหน่ง “ประธานบริษัท” ต่อจากเขา ก็มิใช่ใครที่ไหนอื่น แต่เป็นบุคคลที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า เป็น “ทายาททางธุรกิจ” ของ “แจ็ค หม่า” นั่นคือ “แดเนียล จาง” ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” หรือ “ซีอีโอ” ของ “อาลีบาบา”

อย่างไรก็ตาม พลันที่ “นิวยอร์กไทม์ส” สื่อยักษ์ใหญ่แดนลุงแซมรายงานบทสัมภาษณ์ดังกล่าวออกไป ปรากฏว่า ทางทีมงานโฆษกของ “แจ็ค หม่า” ก็ต้องออกมาแก้ต่างเป็นพัลวัน เป็นการรรายงานที่ผิดพลาด สร้างความสับสน จนอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์หุ้น และทางอาลีบาบาเอง

โดยทีมงานโฆษกของ “แจ็ค หม่า” ระบุผ่านทาง “เซาท์ ไชนา มอร์นิง โพสต์” สื่อยักษ์ใหญ่แห่งแดนมังกรว่า รายงานข้างต้นของ “นิวยอร์กไทม์ส” ที่ว่า จะเป็นการประกาศลงจากตำแหน่ง “ประธานบริษัท” ของ “แจ็ค หม่า” ในวันจันทร์นั้นไม่ถูกต้อง ก่อนชี้แจงต่อด้วยว่า จะเป็นวันที่ “แจ็ค หม่า” เปิดเผยถึงคณะผู้บริหารชุดใหม่ ซึ่งจะมาทำหน้าที่บริหารดูแล “อาลีบาบา” ในอนาคต

อย่างไรก็ดี เมื่อถึงวันจันทร์ที่เพิ่งผ่านไป “แจ็ค หม่า” ก็ประกาศว่า เขาจะก้าวลงจากตำแหน่ง “ประธานบริษัทอาลีบาบา” ในวันที่ 10 กันยายนปีหน้า คือ ปี 2562 ซึ่งในวันนั้นเขาจะมีอายุครบ 55 ปี เต็ม หรืออีก 12 เดือนข้างหน้านับจากนี้ ทว่า ถึงแม้ว่าเมื่อถึงเวลานั้น เขาลงจากเก้าอี้ประธานบริษัทไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่า จะทิ้งอาลีบาบา ที่เขาใช้เวลา 19 ปี ก่อร่างสร้างตัวจนเป็นหนึ่งบริษัทแถวหน้าของโลกไปเลยเสียทีเดียว แต่จะยังคงนั่งใน “คณะกรรมการบริหารของอาลีบาบา” อยู่ ในบทบาทฐานะ “กรรมการผู้จัดการใหญ่” หรือ “กรรมการผู้อำนวยการ” โดยจะนั่งอยู่จนถึง “การประชุมผู้ถือหุ้นในปี 2563 หรืออีก 2 ปี ข้างหน้า

ใช่แต่เท่านั้น “แจ็ค หม่า” ยังระบุด้วยว่า เขาจะยังคงทำหน้าที่เป็น “หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งของอาลีบาบา (Alibaba Partnership)” ซึ่งเป็น “กลุ่มผู้นำอาวุโส 36 คนของอาลีบาบา” โดยหน้าที่ของ “กลุ่มผู้นำอาวุโส 36 คน” หรือที่หลายคนเรียกเปรียบเปรยว่า เป็น “36อรหันต์แห่งอาลีบาบา” นั้น ก็คือ “การกำหนดกรอบภารกิจ วิสัยทัศน์ และปรัชญาธุรกิจของอาลีบาบา ตลอดจนวางยุทธศาสตร์ต่างๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าเติบโต” อยู่ต่อไป

เรียกว่า ไม่ใช่วางมือแบบทิ้งแล้วทิ้งเลย ให้อาลีบาบา ต้องวังเวง

ส่วนผู้ที่มาทำหน้าที่ต่อจาก “แจ็ค หม่า” ก็คือ “แดเนียล จาง” ซีอีโอคนเก่งของอาลีบาบา ตามที่มีการคาดการณ์เหมือนเดิม

“แดเนียล จาง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ของ “อาลีบาบา กรุ๊ป”  ผู้จะมารับตำแหน่งต่อจาก “แจ็ค หม่า”

ทั้งนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่าน ถ่ายโอน การบริหารธุรกิจให้เป็นไปราบรื่นด้วยดี ทาง “อาลีบาบา” ภายใต้การนำของประธาน “แจ็ค หม่า” ก็ได้มีคำสั่งเมื่อวันจันทร์นี้ แต่งตั้ง “คณะผู้บริหารชุดใหม่” โดยมี “แดเนียล จาง” ซีอีโอ ดำรงตำแหน่ง “ประธานคณะผู้บริหาร” หรือ “ประธานบอร์ดบริหาร” ซึ่งนายจาง จะทำหน้าที่นี้เป็นระยะเวลา 1 ปี อันเปรียบไปก็เสมือนฝึกฝนนายจางก่อนขึ้นเป็นประธานบริษัทแทน “แจ็ค หม่า” กันอยู่ในที

อย่างไรก็ตาม บรดานักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า ไม่แปลกใจอะไรในการแต่งตั้ง “แดเนียล จาง” ให้เป็นทายาทธุรกิจของ “แจ็ค หม่า” โดย “กิล ลูเรีย” ผอ.ฝ่ายวิจัยของ “ดี.เอ. เดวิดสัน แอนด์ โค” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน ระบุว่า แท้จริงแล้ว “แดเนียล จาง” ได้ถูกฝึกฝนให้มีบทบาทด้านบริหารอาลีบาบามานานถึง 5 ปีแล้ว จากการที่ “แจ็ค หม่า” ได้ลดบทบาทของเขาเองแบบพฤตินัย เพื่อวางตัวบุคคลที่จะมารับสืบทอดการบริหารต่อจากเขา

สำหรับการเปลี่ยนผ่านที่จะบังเกิดขึ้นกับ “อาลีบาบา” ครั้งนี้ นั้น ทาง “แจ็ค หม่า” ได้ระบุด้วยว่า ยังจะเป็นการขยับปรับเปลี่ยนระบบบริหารของอาลีบาบาครั้งใหญ่ด้วย ที่จากเดิมจะพึ่งพาอาศัยต่อ “ตัวบุคคลผู้นำ” เป็นสำคัญ ไปสู่ระบบที่อิงกับมาตรฐานโครงสร้างองค์กรที่ดีเลิศ รวมไปถึงการมีวัฒนธรรมการพัฒนาความสามารถของผู้นำองค์กร หรือที่เรียกว่า “บรรษัทภิบาล” มาแทนที่

สำนักงานของกลุ่มบริษัทอาลีบาบา ในนครหางโจว มณฑลซีเจียง จีนแผ่นดินใหญ่

และเมื่อลงจากเก้าอี้ประธานบริษัทอาลีบาบาแล้วจะไปไหนต่อนั้น ทาง “แจ็ค หม่า” เปิดเผยเหมือนอย่างที่ทาง “นิวยอร์กไทม์ส” รายงานไปก่อนแล้วว่า จะไปทำงานการกุศล โดยจะมุ่งไปที่การช่วยเหลือทางการศึกษาเป็นประการสำคัญ ตามรอย “บิลล์ เกตส์” ที่ไปงานการกุศลหลังประสบความสำเร็จทางธุรกิจไปแล้วก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม “แจ็ค หม่า” ก็คุยโวว่า ถึงแม้เขามีทรัพย์สินจากการทำธุรกิจน้อยกว่า “บิลล์ เกตส์” แต่เชื่อมั่นว่าตัวเขาจะประสบความสำเร็จในการทำงานกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการช่วยเหลือการศึกษา ได้ดียิ่งกว่า “เจ้าพ่อไมโครซอฟท์” เพราะเขาเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ ที่ “มหาวิทยาลัยหางโจวเตี้ยนจื่อ” ก่อนที่จะผันตัวเองเข้าสู่แวดวงธุรกิจ จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์สินถึงกว่า 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

“แจ็ค หม่า” เมื่อครั้งเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนในชนบทแห่งหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ แสดงทรรศนะว่า ไม่รู้สึกแปลกใจใดๆ เช่นกันที่ “แจ็ค หม่า” จะไปทำงานกุศลด้านการศึกษา เพราะเขาเคยเปรยๆ ไว้ในช่วงก่อนหน้า แต่ที่ยังเป็นข้อกังขา ก็คือ “แจ็ค หม่า” ก้าวลงจากตำแหน่ง “ประธานบริษัทอาลีบาบา” ไป ด้วยความจิตใจที่พอเพียงต่อการแสวงหากำไรในธุรกิจที่เขาทำอยู่จริงหล่ะหรือ? หรือเพราะอึดอัดคับข้องใจต่อการทำธุรกิจ ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมในจีนแผ่นดินใหญ่ที่เริ่มไม่เอื้อจากหลายปัจจัย เช่น เศรษฐกิจของจีนที่กำลังชะลอตัวลง และการเมืองจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็แทรกแซงต่อบรรดาบริษัทเอกชนกันหลายครั้ง แถมยังมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ซึ่ง “แจ็ค หม่า” เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ใจตนเองเป็นอย่างดี สำหรับการพ้นจากอาลีบาบา และก้าวเข้าสู่แวดวงงานกุศลทางการศึกษา ในฐานะมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ?