ในประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง ที่กำลังก้าวย่างเข้าสู่ “สังคม 5.0” หรือ “สังคม AI” (สังคมหุ่นยนต์) เขาวิเคราะห์กันถึงปัญหาเรื่อง Useless Class ชนชั้นไร้ค่า ซึ่งก็คือชนชั้นผู้ยากไร้ และตระเตรียมรับมือกับปัญหากันแล้ว แต่สำหรับเมืองไทยซึ่งยังคงย่ำอยู่ในยุค “สังคม 3.0 ตอนกลาง” นั้น ปัญหาความยากจนยังเป็นแบบเดิม ๆ กันอยู่

คนไทยส่วนไหนจะกลายเป็น “useless Class ชนชั้นไร้ค่า” นั้น วันหน้ามีโอกาส เราจะวิเคราะห์ให้อ่าน สำหรับวันนี้ ยังขอเสนอแบบเดิม ๆ ไปก่อน

ใครคือคนจน ของประเทศไทย ? สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนด “เส้นความยากจน” ไว้ที่รายได้ 2,920 บาท/คน/เดือน หมายความว่า ใครมีรายได้ต่ำกว่านี้ ก็คือคนยากจน

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสสตร์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจคือ

“การสำรวจความยากจน โดยเทียบกับเส้นความยากจน (ที่ 2,920 บาท/คน/เดือน) พบว่าในระหว่างปี 2558-2559 ประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น 963,000 คน (เกือบหนึ่งล้านคน) จากเดิมมีจำนวนคนจน 4.847 ล้านคนในปี 2558 เพิ่มเป็น 5,810 ล้านคน ในปี 2559 (หรือเพิ่มขึ้น 20 % จากจำนวนคนจนในปี 2558 )

ในจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งล้านคน แยกเป็น คนจนในเมืองเพิ่มขึ้น 436,000 คน (หรือเพิ่มขึ้นถึง 24 % ของจำนวนคนจนในเมืองในปี 2558 ) และคนจนในชนบทเพิ่มขึ้น 527,000 คน (หรือเพิ่มขึ้น 17 % ของจำนวนคนจนในชนบทปี 2558 )

ถ้ามองในแง่สัดส่วนความยากจนพบว่า สัดส่วนของคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.21 % (หรือมีคนจน 7 คนในประชากร 100 คน) เป็น 8.61 %

ในตลอดช่วงเวลา 30 ปี ภาวะการณ์ที่ความยากจนเพิ่มขึ้น เกิดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งแรก ในปี 2541-2543 ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น 5.5 ล้านคน ครั้งที่สอง ในปี 2551 ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น 398,000 คน และครั้งที่สามก็คือครั้งนี้ ซึ่งมีจำนวนความยากจนเพิ่มขึ้นมากกว่าครั้งวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เสียอีก

การเพิ่มขึ้นของคนจนในครั้งนี้แตกต่างจากสองครั้งแรก ตรงที่สองครั้งแรกจะเกิดในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ (อัตราการเติบโตของ GDP ติดลบ) แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นบวกอยู่ แต่รายได้ของพี่น้องคนจนกลับลดลง

ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของคนจนในครั้งนี้จึงอาจจะไม่ใช่วิกฤตตามสถานการณ์ในวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่น่าจะเป็นวิกฤติในเชิงโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำกันในสังคมมากกว่า

เช่น ในช่วงตั้งแต่ปี 2557-2560 ค่าจ้างที่แท้จริง (หักอัตราเงินเฟ้อออกแล้ว) ของพี่น้องแรงงานแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย และรายได้ที่แท้จริงของพี่น้องเกษตรกรยังคงต่ำกว่าปี 2556 แม้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ประสบภัยแล้งเล็กน้อย ในขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวกำลังเติบโตได้ดี”

เมื่อนำข้อมูลออกมาชี้ว่า จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมิได้ลดลง ยุทธศาสตร์การจัดการแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ทำ ๆ กันมา จึงต้องทบทวนตรวจสอบว่า ถูกต้องเหมาะสมดีเพียงใด ได้รับผลสำเร็จดีเพียงใด ยังจะปรับปรุงแกไขใหดีขึ้นได้อีกอย่างไรบ้าง

ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องจัดการแก้ไขเรื่องโครงสร้างด้วย ซึ่งจุดนี้รับไทยทุกรัฐบาลที่ผ่านมายังไม่กล้าทำจริงจัง แม้การแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างจะเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่เสียงกระแสสังคมก็เรียกร้องการปฏิรูปอย่างสูง น่าเศร้าที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดเลย (ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากการรัฐประหาร รวมทั้งรัฐบาลที่ที่จะมาจากการเลือกตั้งในปีหน้า ถ้าได้เกิดขึ้นจริง) มุ่งเป้าทำการปฏิรูปปัญหาระดับโครงสร้างจริง ๆ