แม้ภาพลักษณ์ของสามจังหวัดชายแดนใต้ในช่วงที่ผ่านมาจะทำให้บางคนไม่เลือกที่จะปักหมุดในแผ่นที่การเดินทางท่องเที่ยว แต่จากที่ 'ท่องเที่ยวสยามรัฐ' มีโอกาสร่วมทริปเดินทางไปยังจังหวัดนราธิวาส ยะลา และ ปัตตานี กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่าย พร้อมชื่นชมธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ น่าจะสร้างความทรงจำใหม่ๆ ให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ชมแหล่งทำเรือกอและ

เริ่มต้นเดินทางเช้าแรกของวันจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ สนามบินจังหวัดนราธิวาส ใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงจุดหมายปลายทาง โดยมีรถตู้รอรับทุกคน เพื่อพาไปเติมพลังกับมื้อสำคัญของวัน ณ ร้านศาลาเกยหาด ค่ายจุฬาภรณ์ ชายหาดบ้านทอน ตำบลโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส นั่งรับลม ชมวิวทะเล เคล้าด้วยอาหารนานาชนิดที่ล้วนแล้วแต่เป็นเมนูท้องถิ่น ทั้งแกงส้มยอดมะพร้าวปลา กระพง ผัดใบเหลียงใส่ไข่ หลนน้ำบูดู แกล้มกับผักสดๆ มากมาย จนอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า

ชายหาดบ้านทอน

ก่อนจะมุ่งหน้าไปยัง จุดหมายแรกที่ หมู่บ้านทอน แหล่งทำเรือกอและ ตำบลโคกเตียน ห่างจากตัวเมืองตามเส้นทางนราธิวาส-บ้านทอน ตามทางหลวง 4136 ประมาณ 16 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวประมงไทยมุสลิม เป็นแหล่งผลิตเรือกอและทั้งของจริงและจำลอง สำหรับเรือกอและจำลองมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น แต่คุณค่าไม่ได้อยู่เพียงเท่านี้ เพราะคนที่ทำนั้นบางคนเป็นเด็กมีตั้งแต่อายุ 13 ปีขึ้นไป เด็กบางคนในหมู่บ้านจะใช้เวลาว่างมานั่งหัดทำเรือกอและ ศิลปะพื้นบ้านของพวกเขาเอง

เรือกอและชนาดใหญ่

ดังนั้นถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวชมที่นี่ นอกจากจะพบเห็นชายหาดสวยที่เงียบสงบ และวิถีชาวประประมงที่อยู่กันอย่างเรียบง่ายแล้ว ยังจะได้สัมผัส เอกลักษณ์ ของที่นี่ ซึ่งเป็นศูนย์ทำเรือกอและ และเรือกอและจำลอง ศิลปะพื้นบ้านของหมู่บ้านทอน โดย เรือกอและ เป็นเรือประมงชายฝั่งขนาดเล็ก ที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะเป็นเรือลำใหญ่ มีความยาว 25, 22 และ 20 ศอก ลักษณะการสร้างเรือจะทำให้ส่วนหัว และท้ายเรือสูงขึ้นจากลำเรืออันเป็น เอกลักษณ์มาช้านาน

เรือกอและจำลอง

โดยลวดลายบนลำเรือกอและเป็นการผสมผสานระหว่างลายมลายู ลายชวาและลายไทย ซึ่งมีสัดส่วนของลายไทยอยู่มากที่สุดเช่น ลายกนก ลายบัวคว่ำบัวหงาย ลายหัวพญานาค หนุมานเหิรเวหา รวมทั้งลายหัวนกในวรรณคดี เช่นบุหรงซีงอ หรือ สิงหปักษี (ตัวเป็นสิงห์ หรือราชสีห์ หัวเป็นนกคาบปลาไว้ที่หัวเรือ) ทั้งนี้ นายอาหามัด สาและ ผู้ใหญ่บ้านทอน ได้พาทุกคนเดินชมเรือกอและขนาดใหญ่ ที่ถูกขึ้นโครงไว้รอการการแต่งแต้มสีสันประดับด้วยลวดลายอันสวยงาม เพื่อให้เรือแต่ละลำมีจุดเด่น รับรองว่า ถ้าใครมีโอกาสได้ชื่นชมจะหลงไหล และอิ่มเอมใจกับภาพศิลปะที่อยู่ตรงหน้าอย่างแน่นอน

ชิมราชาแห่งปลาเค็ม

จากอำเภอเมือง เดินทางมุ่งหน้าสู่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ถิ่นปลากุเลา ราชาแห่งปลาเค็ม ซึ่งใครจเดินทางมาถึงที่นี่จะต้องไม่พลาดกับการไปลิ้มลองสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อที่หาทานได้เฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน -มีนาคม ซึ่งในครั้งนี้ มีโอกาสแวะที่ร้านป้าเอ็ง ร้านเก่าแก่ที่คลุกคลีกับการทำ และขายปลากุเลามากว่า 30 ปี เพราะฉะนั้นจึงมีวิธีการทำปลากุเลาที่มีสูตรลับพิเศษในการหมัก การเลือกขนาดปลา หรือแม้กระทั่งขั้นตอนการนวดปลาเพื่อให้ได้เนื้อปลาละเอียด

 ราชาแห่งปลาเค็ม

สำหรับ ปลากุเลาเค็ม ที่อำเภอตากใบ นี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากถึงขนาดต้องสั่งจองล่วงหน้า เนื่องมาจาก2 ปัจจัยหลัก คือ ธรรมชาติ และ กระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการตกผลึกภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยธรรมชาติของปลากุเลาในพื้นที่อำเภอตากใบที่เป็นพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซียนั้น เป็นปลา 3 น้ำ ได้แก่ แม่น้ำสุไหงเกนติ้ง ประเทศมาเลเซีย แม่น้ำบางนรา จังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย และแม่น้ำสุไหง-โกลก แห่งเทือกเขาสันการาคีรี ที่ครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยและมาเลเซีย ดังนั้นจึงทำให้บริเวณน่านน้ำของแม่น้ำทั้ง 3 สายอุดมไปด้วยสารอาหารของปลากุเลาที่เป็นปลาหากินตามหน้าดิน ด้วยเหตุนี้ปลากุเลาตากใบตามธรรมชาติจึงมีรสชาติอร่อยแตกต่างไปจากที่อื่นๆ นั้นเอง

และด้วยความอร่อยขึ้นชื่อ จึงทำให้ปลากุเลาตากใบมีสนนราคาขายที่แพงเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันตกอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 1,300-1,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา ซึ่งก็ทำให้ชาวตากใบหรือชาวนราธิวาสมักจะซื้อหาไปเป็นของกำนัลผู้หลักผู้ใหญ่ หรือส่งไปให้กับคนที่นับถือกัน จนเกิดเป็นคำพูด ขึ้นมาว่า ปลากุเลาตากใบ เป็นปลาที่คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน ติดปากในกลุ่มคนที่ซื้อหาเป็นของกำนัลให้กับผู้ใหญ่นั้นเอง

ยำปลากุเลา

ในวันที่ไปเยี่ยมชมกรรมวิธีการทำปลากุเลาเค็ม ที่ ร้านป้าเอ็ง มีโอกาสลิ้มลองรสชาติ จึงทำให้รับรู้ถึงความอร่อยเด่นเป็นพิเศษที่หนือกว่าปลาเค็มอื่นๆ ของปลากุเลาตากใบนั้นก็คือ เป็นปลาที่เนื้อเนียนละเอียด รสเค็มกำลังดี ตอนทอดจะมีกลิ่นหอมโชยเตะจมูกยั่วน้ำลาย และเมื่อทอดเสร็จแล้ว หนังปลาจะกรอบ เนื้อปลาแน่นเนียน ฟู ละเอียด สามารถกินได้ทุกส่วนของปลาตั้งแต่หัวยันหาง แต่ส่วนที่เป็นเนื้อจะเด็ดที่สุด ใครจะกินปลากุเลาทอดร้อนๆยกเสิร์ฟจากกระทะ หรือนำไปยำ บีบมะนาว ซอยหอมแดง พริกขี้หนูลงไป ถือว่าอร่อยเด็ดจริงๆ นอกจากทอดและยำแล้ว ยังมีการนำปลากุเลาไปทำเมนูอื่นอีกหลากหลาย อาทิ ข้าวผัดปลากุเลา หลนปลากุเลา ไข่ตุ๋นปลากุเลา หรือเมนูอื่นๆตามใจชอบอีกด้วย

รับลมทะเลที่เกาะยาว

หลังจากอิ่มอร่อยกับปลากุเลาตากใบกันพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาเดินทางไปรับลมทะเลที่ เกาะยาว หรือ บ้านเกาะยาว หมู่ที่ 8 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ ประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนเกาะยาวนับถือศาสนาอิสลาม มีอาชีพทำการประมงและสวนมะพร้าว อยู่ห่างจากตัวอำเภอตากใบประมาณ 3 กิโลเมตร จากสี่แยกตลาดตากใบเลยไปยังแม่น้ำตากใบ มีสะพานไม้ชื่อ สะพานคอย 100 ปี ที่มีความ ยาว 345 เมตร ป็นสะพานไม้ที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำตากใบไปยัง เกาะยาว โดยทางด้านตะวันออกของ เกาะยาว จะติดกับทะเล มีหาดทรายละเอียดสีขาวสวยงาม สามารถเล่นน้ำได้ ซึ่ง ทางด้านตะวันออกของเกาะจะติดกับทะเล มีหาดทรายละเอียดสีน้ำตาล บรรยากาศสงบ

สะพานคอยร้อยปี

ซึ่งที่มาของ สะพานคอย 100 ปี เกิดขึ้นจากเมื่อครั้งอดีตเกาะยาวซึ่งอยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอตากใบ ฝั่งด้านหนึ่งติดกับทะเลอ่าวไทย ส่วนอีกฝั่งด้านหนึ่งติดแม่น้ำตากใบ เป็นเกาะที่มีความยาวประมาณ 9 กิโลเมตร มีชายหาดทรายขาวสะอาด มีทิวมะพร้าวเรียงรายเป็นแนวยาวสวยงาม บรรยากาศร่มรื่นเหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด หรือเทศกาลต่าง ๆ แต่ในยามเดินทางมายังฝั่งที่ว่าการอำเภอต้องใช้เรือ กว่าจะมีการสร้างสะพานไม้ระหว่างเกาะยาวไปยังฝั่งที่ว่าการอำเภอต้องคอยถึง 100 ปี เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ประชาชนเรียกสะพานดังกล่าวว่า สะพานคอย 100 ปี นั้นเอง

ชายหาดเกาะยาว

ในปัจจุบันก่อนจะเดินไปถึง เกาะยาว จะต้อง ข้ามสะพานคอยร้อยปี ซึ่งพาดผ่านแม่น้ำตากใบที่มีทั้งที่เป็นสะพานปูนและสะพานไม้ หากจะเดินก็ควรเลือกสะพานไม้จะดีกว่า เพราะสะพานปูนชาวบ้านได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจรรถจักรยานยนต์ ส่วนหาดทรายของเกาะยาวที่ทอดยาวดูสงบเงียบ รอบๆ มีเพียงชาวบ้านในพื้นที่มาใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัว พร้อมกันนี้ยังส่งสายตาและรอยยิ้มต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นอีกด้วย

ชาวบ้านออกมาพักผ่อน

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูล หมู่บ้านทอน แหล่งทำเรือกอและ ร้านจำหน่ายปลากุเลาตากใบ และร้านอาหารที่ขายเมนูปลากุเลาตากใบ ใน จังหวัดนราธิวาส ได้ที่ ททท.สำนักงาน นราธิวาส โทร. 0- 7352- 2411 , 0- 7354 -2345หรือผู้ที่สนใจเส้นทางท่องเที่ยวอื่นๆ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลท่องเที่ยว สามารถติดต่อได้ที่โทร. 0-2622-1810-18 ต่อ 353,354 และ www.facebook.com/siamrath.travel

โต๊ะท่องเที่ยว เรื่อง/ภาพ
siamtravel58@gmail.com