ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

ย่างเข้าเดือนกันยายนตามสัญญา ซึ่งรัฐบาล ตสช.รับว่าจะเริ่มคลายล็อคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมภายในพรรคเตรียมความพร้อมได้ ยกเว้นห้ามหาเสียงทุกรูปแบบ ทำให้บรรดาพรรคที่กระหายการเลือกตั้งได้หายใจหายคอได้สะดวกขึ้นบ้าง

กระแสเปิดตัว เปิดใจบางพรรค สนับสุนพลเอกประยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ชัดเจนขึ้นมาบ้าง บางพรรคไม่ยอมรับพลเอกประยุทธ ก็เห็นชัดเจน หลายพรรคมีทั้งเงียบและยังไม่แสดงท่าทีชัดเจน เพราะคงรอให้นายกฯ ตู่ประกาศชัดๆว่าจะเล่นการเมืองกับพรรคใดก่อน แต่กระแสคลื่นมาแรงว่าคงมีทั้งพรรคจะเกิดใหม่กับพรรคที่จดแจ้งแล้วจะร่วมหอลงโลงกับพลเอกประยุทธ มากขึ้นเรื่อยๆ จึงดูเหมือนว่าเป็นการช่วงชิงสียงจากประชาชนระหว่างพรรคที่หยิบยื่น “ประชานิยม” กับ พรรคที่ หยิบยื่น “พลังประชารัฐไทยนิยมยั่งยืน” ให้ประชาชนเลือก

เชื่อว่าพรรคที่หนุนพลเอกประยุทธ หนีไม่พ้นที่จะนำนโยบายของรัฐบาล คสช. มาหาคะแนนนิยม นั่นคือ ยุทธศาสตร์ชาติ พลังประชารัฐ และพลังไทยนิยมยั่งยืน ที่ได้กำหนดแนวทาง มาตรการการปฏิรุปประเทศไว้บ้างแล้ว ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาประเทศเข้าสู่ประเทศโลกที่ 1 ค่อนข้างชัดเจน และพอมองเห็นความเป็นรูปธรรม เพียงแต่รัฐบาลหน้าต้อ
นำมาสานต่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

รัฐบาลประกาศชัดที่นำเอาเรื่องที่ประชาชนอยากได้หรือที่รัฐบาลกำหนดเป็น Quick Win ก่อนการเลือกตั้งไว้ 6 ด้าน ได้แก่ แก้จน แก้เหลื่อมล้ำ แก้โกง ปฏิรูปราชการ สร้างการมีส่วนร่วมและสร้างอนาคต ซึ่งบางด้านเริ่มโครงการไปบ้างแล้ว

ทั้ง 6 ด้าน ประชาชนเขาหวังว่าจะเกิดได้ อยู่ที่ด้านการปฏิรูปราชการนั่นเอง เพราะบ้านเมืองพัฒนาช้า เกิดจากระบบราชการไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบของหน่วยงานราชการ รัฐบาลเข้าใจเรื่องนี้ดี หากไม่สามารถปรับแก้ได้ อย่าหวังว่ายุทธศาสตร์ชาติจะสำเร็จตามเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมายให้มีการปฏิรูปหน่วยงานต้นแบบ 4 หน่วยงานก่อน

1. กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม

2. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

3. กระทรวงการกีฬาและการท่องเที่ยว

4. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

โดยมุ่งหวังที่จะกระจายอำนาจ ลดขนาด มีอิสระ คล่องตัว โดยมีเป้าหมายให้เป็นรัฐบาล 4.0 ใช้ e-Government ปรับกฎระเบียบการให้บริการและสวัสดิการแก่บุคลากร ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ควรปรับปรุงและปฏิรูป มิฉะนั้นหลายกระทรวงจะอุ้ยอ้าย มีอำนาจมากมาย แทนที่จะกระจายลงไปสู่ภูมิภาคหรือลดขนาดให้จิ๋วแต่แจ๋ว โดยใช้ระบบ IT ให้เกิด automation แทนใช้กำลังคน

กระทรวงที่พอมองเห็นว่ากำลังจะปฏิรูป คือ ดึงเอาอุดมศึกษาออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ รวมกับวิจัยและวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาคนไปสู่ประเทศไทย 4.0 โดยมีหลักการ 8 ข้อ น่าจะเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งจะกระจายอำนาจไปสู่สถาบันอุดมศึกษาโดยสภามหาวิทยาลัยรับผิดชอบโดยเฉพาะหลักสูตรทั้งหมด ให้อิสระทางวิชาการ ถ้าเป็นเช่นนั้น สกอ. ควรลดขนาดหรือยุบเหลือหน่วยงานประเมินคุณภาพแทนเสียก็พอ จะสอดคล้องกับการลดขนาดและกระจายอำนาจ มหาวิทยาลัยขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงก็ย่อมได้ในเชิงนโยบายและงบประมาณ แต่ที่ห่วงคือจะสามารถสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในสถาบันอุดมศึกษาได้เพียงใด เพราะไม่เห็นมีหลักการของการจัดตั้งไว้เลย

อีก 3 หน่วยงานที่เหลือ ยังไม่เห็นทิศทางชัดๆ ที่อยากเห็นกระทรวง พม. ต้องช่วยคนทุกวัยทั้งประเทศ มิใช่คดโกงเงินรายได้ของคนยากคนจน ควบคู่ไปกับทั้ง 3 หน่วยงาน ควรกระจายอำนาจไปสู่จังหวัดและท้องถิ่นให้เขาจัดการดูแลผู้คนภายในท้องถิ่นเขาเองได้บ้าง มิฉะนั้นอำนาจมาอยู่ที่กระทรวงทั้งหมด ธรรมาภิบาลด้านทุจริตคอร์รัปชั่นจะแก้ได้ยาก

รัฐบาลประชาธิปไตยใกล้จะเกิดแล้ว ขอให้ได้รัฐบาลโดยประชาชนและเพื่อประชาชน คงดูตัวพรรคไม่ได้ ต้องดูใครจะมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลและบรรดาเสนาบดีว่ามาจากไหนและจะทำเพื่อใคร จะเลือกไทยนิยมยั่งยืน หรือ ประชานิยม ที่ทำให้เวเนซุเอล่ากลายเป็น failed state ไปแล้ว ประชาชนต้องตัดสินใจ