ทวี สุรฤทธิกุล

“ความสงบเรียบร้อยก็คือความมั่นคง”

มีใครสังเกตไหมว่าทำไมคณะทหารที่กำลังปกครองประเทศอยู่นี้จึงใช้ชื่อว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ที่ย่อว่า คสช. และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า National Peace Keeping Council

นักวิชาการด้านการทหารเชื่อว่า ทหาร “มีปัญหา” กับ “ความสงบ” หรือเรียกเต็มๆ ว่า “ความสงบเรียบร้อย” นี้เป็นอย่างมากมาโดยตลอด โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของทหารในประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง เพราะการยึดอำนาจเหล่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องของความสงบเรียบร้อยอย่างแน่นอน แต่เป็นความรุนแรงที่สร้างผลเสียหายมากมาย ส่วนหนึ่งก็คือความชะงักงันในระบบต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเมือง หรือส่วนหนึ่ง(ในบางประเทศ)ก็อาจจะสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก รวมถึงการสร้าง “รอยแผลร้าวลึก” อยู่ในจิตใจของผู้คนไปนานแสนนาน ดังนั้นการสร้างถ้อยคำเพื่อลดความรุนแรงของการใช้กำลังทหารจึงเป็นสิ่งเห็นได้โดยทั่ว อย่างเช่นการใช้คำว่า “รักษาความสงบเรียบร้อย” แทนคำว่า ปฏิวัติ รัฐประหาร และยึดอำนาจ ดังที่กล่าวมานี้

ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง คือเรื่องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือคณะทหารที่ทำการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเบื้องหลังที่มาของชื่อดังกล่าวเป็นทั้งเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์และการสร้างพลังอำนาจทางการเมือง โดยหัวหน้า คมช. คือพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้เปิดเผยเรื่องนี้ในคราวที่ คมช.ได้ประชุมร่วมกันครั้งแรกกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ภายหลังการรัฐประหาร ซึ่งผู้เขียนก็หนึ่งในจำนวน สนช.กว่า 200 คนนั้น

พลเอกสนธิบอกว่าการรัฐประหารครั้งนั้นใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน เรื่องหนึ่งที่ต้องคิดก็คือชื่อของคณะรัฐประหาร ซึ่งก็ได้มอบหมายให้พลเอกวินัย ภัทธิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ในฐานะเลขาธิการของคณะรัฐประหารให้ไปคิดชื่อมา ที่สุดคณะรัฐประหารชุดนี้ก็ได้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ชื่อย่อว่า “คปค.” โดยพลเอกวินัยได้อธิบายว่าได้ใช้ชื่อของ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ในสมัยปี 2519 (6 ตุลาคม 2519) ที่นำโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นต้นแบบ ทั้งนี้ก็มีปัญหาเล็กน้อย เพราะบางคนอยากจะให้ใช้ชื่อว่า “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” แต่ก็ถูกทักท้วงว่าเคยมีมาแล้วคือในการรัฐประหารเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ที่นำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ (บิดาของพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.คนใหม่ล่าสุด) ที่ใช้ชื่อว่า “รสช.” นั่นเอง

ต่อมาภายหลังที่มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นแล้ว คปค. ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. ที่ย่อมาจาก “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” เพื่อทำหน้าที่ “คุ้มครองดูแลรัฐบาล” ที่ตอนแรกจะมีผู้ให้ใช้ชื่อว่า “สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” แต่ก็มีผู้ที่คัดค้านว่าอาจจะไปคล้ายกันกับคณะทหารในชื่อเดียวกันนี้ของพม่า อีกทั้งก็ไม่อยากให้มีภาพลักษณ์ว่าเป็น “สภา” ที่มีอำนาจเหนือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะ คปค.เป็นแค่ “คณะนายทหารระดับสูง” จำนวนไม่กี่คน จึงใช้คำว่า “คณะ” ก็พอ และเพื่อให้ดูเด็ดขาดเข้มแข็งมากขึ้น ก็ให้ใช้คำว่า “คณะมนตรี” ที่แปลว่า “คณะนายทหารผู้ใหญ่” บวกเข้ากับคำว่า “ความมั่นคง” แล้วกำกับด้วยคำว่า “แห่งชาติ” ก็จะได้ชื่อที่มีความหมายครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งบางคนก็พูดว่าดูคล้ายๆ “คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ” ก็ทำให้ดูโอ่อ่าดี

ทีนี้ก็มาถึงชื่อของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” หรือ คสช. ของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตอนที่ประกาศออกมาแรกๆ ก็มีคนเรียกผิดอยู่มาก คือเรียกว่า “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” จากนั้นเมื่อโฆษกรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงให้อ่านให้ถูกต้อง ซึ่งที่มาของชื่อนี้ก็มีผู้รู้บอกว่า คณะทหารต้องการให้เป็นชื่อ “สั้นๆ ง่ายๆ” และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องสื่อถึงเป้าหมายของนายทหารคณะนี้ นั่นก็คือ “การสร้างและรักษาความสงบ” นั่นเอง

ทำไมทหารจึงมีปัญหากับคำว่า “เรียบร้อย” เหลือเกิน ถ้าให้ผู้เขียนสันนิษฐานในทางวิชาการ ก็คงเป็นเพราะคำว่า “เรียบร้อย” นี้มีความหมายเต็มๆ ว่า “เป็นระเบียบเรียบร้อย” ซึ่งสื่อถึง “อำนาจเผด็จการ” เพราะในทางการเมืองจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นได้ ก็ต้องใช้อำนาจอย่างเข้มแข็งเด็ดขาด เหมือนการฝึกทหารที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยฉนั้น อีกอย่างหนึ่งถ้าตีความด้วยภาษาชาวบ้าน ถ้าใช้คำว่า “เรียบร้อย” อาจจะดูมีนัยของการเสียดสีเยาะเย้ย อย่างเช่นคำว่า “เรียบร้อยโรงเรียน จปร.” ซึ่งก็อาจจะไปแทงใจดำของนายทหารที่ทำการยึดอำนาจเหล่านั้น

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังคึกคัก จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศจะ “ปลดล็อค” การเมืองบางส่วนภายในเดือนนี้ แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ก็ยังไม่อาจจะแน่ใจได้ว่า “จะมีการเลือกตั้งหรือไม่” เพราะประโยคหนึ่งที่ผู้นำทหารได้ตอกย้ำมาโดยตลอดก็คือ “ถ้าไม่สงบเรียบร้อยก็อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง” ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าเป็นการ “ขู่ขวัญ” เสียมากกว่า

ถ้าท่านผู้อ่านย้อนกลับไปอ่านบทความนี้ของผู้เขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่เขียนติดต่อกันมา ก็จะเห็นว่าพลเอกประยุทธ์ “ไม่มีทางเลือก” ที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการเลือกตั้ง แม้จะมีความไม่สงบเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แม้กระทั่งจนหลังการเลือกตั้งทั้งก็ยังจะต้องประสบภาวะความไม่สงบเรียบร้อยนั้นไปตลอด โดยที่สุดพลเอกประยุทธ์อาจจะมีบทเล่นเพียง ๒ บทเท่านั้น คือ “บทพระเอกเจ้าน้ำตา” ที่อาจจะต้องทนทุกข์ทรมานไปสักระยะ จากนั้นเมื่อสบโอกาสก็ประกาศลาออกด้วยน้ำตากลางสภา กับ “บทพระเอกใจป๋า” ที่อาจจะขอให้ “พระรอง” ออกมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้สืบต่อ ที่อาจจะทำได้ด้วยวิธีการที่ทหารคุ้นเคย

“พระรองในรัฐบาล” ก็คือ “พระเอกในกองทัพ” นั่นเอง