ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล

จากที่ผมได้เกิดความสนิทสนมกับกลุ่มคณาจารย์หลากหลายท่านแบบเปิดเผยนั้น ทำให้ผมได้มีโอกาสเปิด “โลกทัศน์ทางความคิด” ที่ทำให้ “อายุจิต” ไปไกลกว่าอายุจริงของผมที่เพียง 30 ปีกว่าๆ เท่านั้น อาจจะเป็นเพราะว่าผมอาจ “แก่แดด” ก็ได้ที่ชอบคบหาสมาคมกับคนที่มีอายุมากกว่า เพราะทำให้เราได้เรียนรู้และกอบโกยความรู้ได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ผมก็สนิทกับท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ที่มีบุคลิกแตกต่างกับอาจารย์ลิขิต เรียกว่า “คนละขั้ว” ก็แล้วกัน เพราะอาจารย์วิษณุนั้นจะเป็นนักกฎหมายที่นิ่งและเฉย แต่จริงๆ แล้วจะเป็นคนมีอารมณ์ขันและเป็นกันเองกับผมมาก แต่ที่วิเศษและพิเศษสุดคือ “ตั้งแต่คบหาสมาคมกันมาตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ เรื่อยมา ไม่เคยใช้คำพูดคำจาด่าทอหรือพูดให้ผมเสียใจเลยซักคำเดียว!” เพียงแต่จะพูดอ้อมๆ แต่พอปัจจุบันวันเวลาผ่านไปหลายสิบปี พอผมตัดผมสั้นมากเกินไปก็จะตัดพ้อเลยว่า “เฮ้ย!...ผมสั้นมากไปเหมือนอาแปะไม่ชอบ!” แต่นั่นแหละเลวร้ายสุดสุด! เรียกว่า “เป็นคนถนอมน้ำใจคนมากและสุภาพมาก!” ซึ่งก็นับว่าเลวร้ายที่สุดแล้ว

ผมจะสะสมประสบการณ์จากบรรดาเพื่อนฝูงที่สนิทกันเพียง 4-5 คนเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วจะสนิทกับเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งคือ อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ที่ผมจะเรียกว่า “พี่ลิขิต” และเพื่อนรักอีกคนคือ “อาจารย์วิษณุ” ที่ผมเรียกว่า “ลุงณุ” เพราะ “ลุงณุ” อายุมากกว่าผมเพียง 10 เดือนเท่านั้น แต่ผมก็รัก “ลุงณุ” มาก

ดังนั้น “ความคิด” ของผมได้มาจากอาจารย์ทั้งสองโดยตลอดที่ผมสะสมมาเกือบ 36-37 ปี และอีกท่านหนึ่งที่ไม่กล่าวไม่ได้คือ พันตรีเลิศรัตน์ รัตนวานิช (พี่อู้) ของผมที่รู้จักกันมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2521-2522 ได้มั้ง เพราะว่าคุณพ่อผมรู้จักกับพ่อตาพี่อู้คือ พลเอกสม ขัตพันธ์ ในขณะที่พี่อู้ดำรงยศร้อยเอกเท่านั้น ซึ่งผมเพิ่งจะจบปริญญาโทมาใหม่ๆ โดย “ลุงสม” ที่ผมจะเรียกท่านเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของคุณพ่อผม ที่คุณพ่อผมจะรักและนับถือพลเอกสมอย่างมาก

นับแต่นั้นมา พี่อู้ก็จะค่อยๆ สนิทกับผมเรื่อยมา และผมจะค่อยๆ แนะนำให้รู้จักกับอาจารย์ลิขิต กับอาจารย์วิษณุ พร้อมกับเพื่อนๆ คณาจารย์ของผม จนในที่สุดผมไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่เมืองซานฟรานซิสโก พี่อู้ก็ไปศึกษาต่อที่อเมริกาเหมือนกัน แต่น่าจะไปก่อนหน้าผม แต่ตอนผมไปเรียนปริญญาเอกพี่อู้ไปเรียนที่ UNIVERSITY OF CALIFORNIA LOSANGELES (UCLA) ในระดับปริญญาโทและได้คะแนน A++ทุกวิชา เรียกว่า “BRIGHT มาก!”

เราจะสลับกันเยี่ยมระหว่างซานฟรานซิสโกกับลอสแองเจลลิสตลอดเวลาที่ต่างฝ่ายต่างเยี่ยมกันไปมาตลอดที่เรียนอยู่ที่นั้น ซึ่งพี่อู้เปรียบเสมือนพี่ชายที่เป็น “ทหารบก” อย่างแท้จริง และผมได้มีโอกาสซึมซับความฉลาดและระเบียบวินัยจากพี่อู้อย่างมาก

จนในที่สุด พี่อู้กลับเมืองไทยก่อนผมและได้รับยศเป็นพันตรี ซึ่งพี่อู้เป็นนายทหารที่มีอนาคตไกลมากจากรุ่นของท่าน และเมื่อผมจบปริญญาเอกกลับมาเราก็คบกันเรื่อยมา เรียกว่าเจอกันสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 2-3 วัน อีกคนหนึ่งที่ไม่กล่าวไม่ได้ คือ คุณกนกศักดิ์ ปิ่นแสง ที่รู้จักกันตอนที่ผมเพิ่งจบปริญญาโทจากอเมริกามา โดยคำแนะนำจากเพื่อนรุ่นน้องพี่อู้ที่เป็นนายตำรวจทางด่วน และนับจากนั้นมา “หนก” ที่ผมมักเรียกเขาก็สนิทสนมกันเรื่อยมาตราบจนปัจจุบัน จนวันนี้ “หนก” กลายเป็นมหาเศรษฐีไปเรียบร้อยแล้ว และเป็นที่พึ่งของบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่เกือบทุกคน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคณะของเราจะสนิทสนมกันมาก แต่ที่ผมจะดีใจมากที่ “เครือข่าย” ของผมนั้น จะขยายสู่ “หลากหลายวงการ” กล่าวคือ เวลาผมสอนหนังสือตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ผมจะเน้นคำว่า “หลากหลาย” หรือ “DIVERSITY” มาก เนื่องด้วย “ความหลากหลาย” มันจะเป็น “ความผันผวน-ความเปลี่ยนแปลง” ของ “โลกยุคใหม่” ที่จะเปลี่ยนแปลงและผันผวนอย่างรวดเร็ว ยิ่ง “สังคมบริบทยุคใหม่” ที่เป็น “สังคมโลกยุคดิจิตัล” หรือ “โซเชียลมีเดีย” ที่ “ข้อมูลข่าวสาร” จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก หรือกล่าวอย่างภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ถ้าใครตามไม่ทันตกขบวนทันที!”

จากกระบวนการที่ผมทั้งสะสมและสั่งสมประสบการณ์จากการคบหาสมาคมและ “สร้างเครือข่ายและเชื่อมโยง” สู่วงการสังคมมากยิ่งขึ้น และรู้จักผู้คนในหลากหลายวงการ ทั้งนายทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ ตลอดจนนักการเมือง และแน่นอนลูกศิษย์ลูกหาที่มากเพียงพอ เนื่องด้วยตลอดระยะเวลา 30 เกือบ 40 ปีที่สอนหนังสือมา ผมน่าจะมีลูกศิษย์ลูกหาหลายพันคนบางคนเป็นอธิบดี เป็นผู้พิพากษา เป็นนายพล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกันมากมาย จนผมจำไม่ได้!

แต่ผมนั้นก็ติดต่อผู้คนเพียง 6-7 คนเท่านั้น หนึ่งในนั้นจะมี ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ติดต่อสม่ำเสมอ พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช กนกศักดิ์ ปิ่นแสง และน้องๆ อีกเพียงไม่กี่คน เพราะผมจะยุ่งกับภารกิจงานการอย่างมาก จนผมลาออกจากการเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนอายุ 48 ปี แต่ก็กลับไปสอนเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ถูกเชิญไปบรรยายหลากหลายกระทรวงและกรมต่างๆ และตามสถาบันการศึกษา แต่ก็จะปักหลักที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมตั้งแต่ปี 2537 โดยท่านอธิการบดี ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมจะให้ความกรุณากับผมมากหรือให้อิสรภาพกับผมมากในการทำงานได้หลากหลาย

ประสบการณ์ที่ผมได้เห็นโลกหลากหลายแง่มุม จากการเป็นกรรมการระดับชาติ และอนุกรรมการหลายชุด ทั้งวุฒิสภาและทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้หูตาผมเปิดกว้างและรับรู้มากยิ่งขึ้น จนในที่สุดทำให้ผมได้เห็นว่า การพัฒนาชาติบ้านเมืองต้องมี “การกำหนดเส้นทางในการพัฒนาประเทศชาติ” หรือ “กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ”

จนในที่สุด อ.วิษณุ เครืองาม ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีในสมัยคณะรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2557 ได้ตั้งผมเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีและสนับสนุนให้ผมได้เป็นกรรมการหลากหลายชุด และหนึ่งชุดคือ “ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศภายใต้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)” โดยผมได้เขียนบทความเรียบเรียงความคิดจากการสนับสนุนแนวคิดจาก “ลุงณุ” ว่า “สมควรเขียน” จนได้มีความพยายามในการเรียบเรียงแนวคิดและเกิดกลายรวบรวมเป็นหนังสือเล่มนี้มา

ต้องขอขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ ลูกชายทั้ง 3 คน ภรรยา ผู้ช่วยฯ ผม ที่ช่วยคิดและพิมพ์งานให้ผมตลอด และแน่นอนครับ ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม เพื่อนแท้ เพื่อนตาย ที่ไม่เคยคิดที่จะทิ้งกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเกือบ 40 ปี